
เงินบาทอิงหยวนควรหรือไม่?
...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ากำลังกัดกินบรรดาผู้ส่งออกไทยอย่างหนัก แม้ว่าในไตรมาสที่ผ่านมายอดการส่งออกของไทยจะยังเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ระยะหลังจากนี้ชักมีความไม่แน่นอนสูงและมีความเป็นไปได้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอีกรอบ ซึ่งนั่นหมายถึงขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอาจเผชิญกับปัญหาได้
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่าค่าเงินบาทน่าจะยืนในระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปีหน้า จึงต้องมีการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงออกมาเปิดเผยว่า ในปี 2554 ค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าประมาณ2930 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าปีหน้าอยู่ในระดับนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา และได้ติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สำหรับนโยบายการลอยตัวค่าเงินบาทแบบบริหารจัดการขณะนี้ยังเหมาะสมอยู่ เพราะเป็นที่ชัดเจนบนเวทีการประชุม G20 ของกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ ไม่มีประเทศใดอยากกลับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดวิกฤตทางการเงินได้ และยิ่งไปฝืนการเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดยิ่งเกิดปัญหา แต่เห็นว่าควรพยายามมุ่งกดดันประเทศที่มีปัญหาความสมดุลทางเศรษฐกิจให้แก้ปัญหาของตัวเองน่าจะดีกว่า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนการให้ค่าเงินบาทไทยไปผูกติดกับค่าเงินหยวนของประเทศจีนหรือการสร้างค่าเงินของตัวเองในภูมิภาคเอเชียนั้นเป็นข้อเสนอของตัวเองที่มอบนโยบายให้ไปศึกษาการใช้สกุลเงินต่างประเทศอื่นๆ ในการทำการค้าขายไม่เฉพาะการซื้อขายกันจริง หรือการกำหนดราคา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้เสนอให้กับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี ไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวก 3 ก็กำลังจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจมหภาค และกำลังจะมีผู้บริหารซึ่งได้เสนอให้หน่วยงานดังกล่าวทำงานร่วมกับเอดีบีให้ไปเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เสนอให้ค่าเงินบาทไทยไปผูกกับค่าเงินหยวน หรือการสร้างสกุลเงินขึ้นในภูมิภาค ว่าสำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคนี้ประสบปัญหาคล้ายกันหมด คือค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินหยวน
ดังนั้น ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เกิดจากราคาและการซื้อขายที่ยังไปอิงกับเงินเหรียญสหรัฐ ก็ควรจะมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นหรือการใช้ระบบตะกร้าเงิน กล่าวคือ ควรหนีการอิงกับเงินเหรียญสหรัฐที่จะอ่อนค่าลงเรื่อยๆ ไปใช้สกุลเงินหลักในภูมิภาคแทน
“
แนวคิดการให้ค่าเงินบาทไทยไม่ได้ไปอิงกับค่าเงินหยวนยังยาก หรือจะให้มีการใช้สกุลเงินเดียวกันในภูมิภาค เพราะประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ยังมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจ เพราะแม้แต่ค่าเงินยูโรเมื่อเกิดปัญหาค่าเงิน เช่น ไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส และกรีซจะมีแรงกดดันมาก จึงคิดว่าประเทศในภูมิภาคนี้ยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้อำนาจการดำเนินนโยบายทางการเงินของตัวเองไปหลุดอยู่ในมือของผู้อื่น” นายกฯ กล่าวด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในปีหน้าค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นอีก 5% จนอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามทิศทางของเงินหยวนที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นอีก 5% จากแรงกดดันของสหรัฐที่เริ่มมีการกีดกันสินค้าจีน
ดังนั้น จึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าจะเข้าไตรมาส 3 ของปีหน้า เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้ยังต่ำกว่าประมาณการของ ธปท. และต้องการดูแลภาวะเงินทุนไหลเข้าไม่ให้มีมากเกินไป
นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดพันธบัตร
สำหรับกรณีปัญหาหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในประเทศไอร์แลนด์ นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า จะส่งผลให้มีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาซ้ำเติมตลาดพันธบัตรไทยมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้เริ่มมีเงินไหลเข้าไปในตลาดพันธบัตรสหรัฐ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง จึงคาดว่าอีกไม่นานเงินทุนจะเริ่มไหลออกมายังตลาดพันธบัตรในเอเชีย







