
ฟุ้งปี’54ปีทองธุรกิจปิโตรเคมี
โพสต์ทูเดย์ — “พีทีทีเออาร์” ฟันธง ปีหน้าปีทองธุรกิจปิโตรเคมี รับเศรษฐกิจฟื้น รายได้โต 10%
นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (พีทีทีเออาร์) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีปี 2554 มีโอกาสขยายตัวค่อนข้างมาก ตามการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยประเมินผลประกอบการปีหน้าจะมีรายได้ขยายตัว 10% จากปีนี้ที่รายได้จะสูงกว่า 2 แสนล้านบาท
เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นที่มีความต้องการมากขึ้น ได้แก่ พาราไซลีน ซึ่งนำไปผลิตโพลีเอสเตอร์มีความต้องการเพิ่มขึ้นปัจจัยมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศอินเดียและจีน ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ โดยทั้งสองประเทศนอกจากเป็นประเทศผู้ส่งออกแล้วก็ยังเป็นประเทศที่มีการบริโภคสูงเช่นเดียวกัน
ส่งผลให้ในภาพรวมความต้องการพาราไซลีนในภูมิภาคเอเชียสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันราคาฝ้ายก็ปรับตัวสูงสุดในรอบ 15 ปี ทำให้ผู้ผลิตหันมาใช้โพลีเอสเตอร์มากขึ้น ทดแทนการใช้ฝ้าย เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา
สำหรับเบนซีนมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการเติบโตของการใช้พลาสติก ที่นำไปผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่กำลังการผลิตเติบโตมากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน และทำให้ราคาเบนซีนปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการของตลาด
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้บริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิต โดยมีโครงการลงทุนติดตั้งหน่วยผลิตแครกเกอร์แห่งใหม่ เพื่อผลิตเอทิลีน และโพรพิลีน ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ในสายของเบนซีน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอนาคต โดยคาดว่าจะสรุปรายละเอียดได้ในช่วงกลางประมาณปีหน้า เบื้องต้นประเมินไว้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การวางกลยุทธ์การดำเนินงานในอนาคตนั้น ต้องการสร้างทางเลือกและความมั่นคงในการใช้คอนเดนเสต เนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศมีจำนวนไม่มากเพียงพอต่อการขยายตัวทางธุรกิจ ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีแผนศึกษาโครงการ Green Diesel เพื่อผลิตน้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบินคุณภาพสูง ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยด้วย
นายบวร กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันด้วยว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองทิศทางราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นในปีหน้า จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 2.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์และยังปรับเพิ่มการคาดการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาน้ำมันปี 2554 เฉลี่ย 83.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 78.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล







