posttoday
ไทยกับวิกฤตศก.ไอร์แลนด์

ไทยกับวิกฤตศก.ไอร์แลนด์

23 พฤศจิกายน 2553

หมายเหตุ : สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป ได้สรุปวิกฤตเศรษฐกิจของไอร์แลนด์จนต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟและอียู มีสาระดังนี้

1) ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานของไอร์แลนด์ เกิดขึ้นจากวิกฤตแฝด ทั้งจากวิกฤตสถาบันการเงินและการคลัง โดยระบบธนาคารปล่อยสินเชื่ออย่างรวดเร็วและไม่ระมัดระวังจนเกิดหนี้เสียจำนวนมากโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ จนรัฐบาลต้องเข้ามาเพิ่มทุนให้ธนาคารเอกชนและยึดเป็นกิจการของรัฐ ส่งผลให้งบประมาณของไอร์แลนด์ขาดดุลสูงมากถึง 33% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553

2) จากการประชุมระดับผู้นำ EU Summit เมื่อปลายเดือน ต.ค. 2553 รัฐบาลของประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสเสนอให้แก้ไขสนธิสัญญาของประเทศสมาชิก EU ให้มีกฎเกณฑ์การช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นการถาวร โดยต้องการให้ภาคเอกชนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น การยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และการยอมตัดหนี้สูญจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

3) การเพิ่มกฎเกณฑ์ดังกล่าวประกอบกับตัวเลขความเสียหายของสถาบันการเงินในไอร์แลนด์ที่สูงกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาลไอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไอร์แลนด์ยังมีท่าทีที่จะยังไม่ขอความช่วยเหลือผ่านกลไกความช่วยเหลือทางการเงินของยุโรป เนื่องจากต้องการมีอิสระในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและไม่ต้องการอยู่ภายใต้เงื่อนไข ที่ต้องปฏิบัติตามภายใต้เกณฑ์การกู้ยืมเงินของ EU แต่รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ผ่อนปรนให้เจ้าหน้าที่จาก 3 องค์กร (Troika) ได้แก่ European Commission, European Central Bank และ IMF เข้าไปรวมประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินกับรัฐบาลไอร์แลนด์ได้

4) สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจไอร์แลนด์มีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังประเทศกรีซ โปรตุเกส และสเปน และยังสามารถส่งผลกระทบต่อประเทศที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลไอร์แลนด์ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐ และฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของวิกฤตการเงินในไอร์แลนด์จะลุกลามมายังประเทศไทยและแถบเอเชียมีค่อนข้างน้อย

นับจากวิกฤตเศรษฐกิจในไอร์แลนด์ในปี 2552 การค้าสองฝ่าย ไทย–ไอร์แลนด์ มีมูลค่าลดลงอย่างรุนแรง ในปี 2552 มูลค่าการค้าลดลงถึง 36.8% จากมูลค่า 790 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2551 เหลือเพียง 498 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 ขณะที่สถานการณ์การค้าในเดือน ม.ค.–ก.ย. เริ่มปรับตัวกลับมาขยายตัวที่ 6.9% มูลค่า 392 ล้านเหรียญสหรัฐ

การส่งออกของไทยไปยังไอร์แลนด์ลดลงถึง 46% ในปี 2552 จากมูลค่า 539 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2551 ลดลงเหลือเพียง 290 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มูลค่าการส่งออกของไทยยังคงลดลง 9.6% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2552 คิดเป็นมูลค่า 195 ล้านเหรียญสหรัฐ

มูลค่าการนำเข้าจากไอร์แลนด์มายังไทยลดลง 16.9% ในปี 2552 คิดเป็นมูลค่า 207 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มูลค่าการนำเข้าจากไอร์แลนด์กลับขยายตัวถึง 30.8% คิดเป็นมูลค่า 196 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าหลักที่นำเข้าได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรม และสินค้าทุน

ขณะที่สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังไอร์แลนด์ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ วงจรพิมพ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่างได้รับผลอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจของไอร์แลนด์

นอกจากนี้ สินค้าอาหาร ประกอบด้วยไก่แปรรูป ข้าว สิ่งปรุงรสอาหาร ผลไม้กระป๋อง ตลอดจนเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอัญมณีและเครื่องประดับ ยังคงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังไอร์แลนด์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรม

สินค้าและบริการไทยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารไทยและร้านอาหารไทย ทั้งในหมู่ชาวไอร์แลนด์ และกลุ่มแรงงานอพยพจากต่างชาติที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจีนและฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ดี โดยที่สินค้าอาหารจำเป็นต่อการดำรงชีวิต จึงน่าที่ผู้บริโภคจะยังคงความต้องการบริโภค เนื่องจากสินค้าอาหารของไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งคุณภาพและราคา เมื่อเทียบกับจีนหรืออินเดีย จึงได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจไม่รุนแรงนัก

ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมลำดับต้นๆ ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยร่วม 7 หมื่นคน จากประชากร 4 ล้านคน

ดังนั้น หากภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจส่งผลให้ชาวไอร์แลนด์ลดการเดินทางท่องเที่ยวในระยะไกลอย่างแน่นอน

นี่คือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ที่กระเทือนถึงไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท