posttoday
ฉีดวัคซีนป้องภาคการท่องเที่ยว จัดซอฟท์โลน 1.25 แสนล้าน

ฉีดวัคซีนป้องภาคการท่องเที่ยว จัดซอฟท์โลน 1.25 แสนล้าน

04 กุมภาพันธ์ 2563

ครม. อัดมาตรการอุ้มภาคท่องเที่ยว จัดซอฟท์โลน 1.25 แสนล้านบาท พร้อมเฉือนเนื้อเว้นภาษี 5,287 ล้านบาท

ครม. อัดมาตรการอุ้มภาคท่องเที่ยว จัดซอฟท์โลน 1.25 แสนล้านบาท พร้อมเฉือนเนื้อเว้นภาษี 5,287 ล้านบาท

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 ได้เห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในประเด็นอื่นๆ

โดยมาตรการประกอบด้วยมาตรการด้านการเงินที่ธนาคารของรัฐให้เงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.25 แสนล้านบาท และมาตรการภาษีทรวมรัฐสูญเสียรายได้ภาษี 5,287 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและแรงงานเกี่ยวข้องให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน สถาบันการเงินของรัฐจะมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและปรับปรุงสถานประกอบการ รวมถึงมาตรการขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม

มาตรการสินเชื่อวงเงินรวม 1.25 แสนล้าน ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีประชารัฐสร้างไทย ของธนาคารออมสิน วงเงินคงเหลือ 40,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย4% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี และมีการจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อแทนเอสเอ็มอีเป็นระยะเวลา 4 ปี สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ของเอสเอ็มอีแบงก์วงเงินคงเหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี

สินเชื่อ กรุงไทยเอสเอ็มอีของธนาคารกรุงไทยวงเงินคงเหลือ 55,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย4% ต่อปี วงเงินต่อรายสูงสุด 3 เท่าของหลักประกัน ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนเอสเอ็มอี 4 ปี และโครงการทรานซ์ฟอร์เมชั่นโลน เสริมแกร่ง (ซอฟท์โลนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ระยะที่ 2) ของธนาคารออมสิน วงเงินคงเหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมโครงการอัตรา 0.1% ต่อปี และธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมโครงการคิดดอกเบี้ยกับ SMEs ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี วงเงินต่อรายสูงสุด 50 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี (ปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี)

นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับมาตรการขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม จะดำเนินการโดยธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ธนาคารออมสิน มีมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญา สูงสุดไม่เกิน 5 ปี สำหรับลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว 2.เอสเอ็มอีแบงก์ พักชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินกู้ยืมระยะยาวที่มีวงเงินคงเหลือไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยต้องมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนวันเข้าร่วมโครงการและต้องไม่เป็นNPL สำหรับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

3.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีมาตรการผัดผ่อนการชำระหนี้ได้ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน ต่อเนื่องไม่เกิน 5 ครั้ง หรือสามารถขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ได้ไม่เกิน 20 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร หรือกองทุนหมู่บ้านที่ประสบปัญหาในการประกอบธุรกิจ มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ หรือมีผลประกอบการขาดทุน 4.ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) มีมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และงวดผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี สำหรับลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น ไกด์นำเที่ยว พนักงานโรงแรม ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขายสินค้าในแหล่งท่องเที่ยว และ5. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) มีมาตรการพักการชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อ 12 เดือน สำหรับลูกค้า SMEs เดิมของ บสย. สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ธุรกิจบริการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก

นางนฤมล กล่าวว่า ในมาตรการด้านภาษีมี 4 มาตรการรวมรัฐสูญเสียรายได้ภาษี 5,287 ล้านบาท 1.ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 (การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีฯ) จากเดิมที่ต้องเสียภาษีภายในเดือนมี.ค. ให้ขยายไปเสียภาษีภายใน มิ.ย. 2563 ซึ่งส่วนนี้รัฐไม่สูญเสียรายได้ภาษี แต่จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลื่อนออกไป

2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสุนนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ผู้มีสิทธิคือบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการสัมมนาระหว่าง 1 ม.ค.- 31 ธ.ค.2563คาดว่าจะมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีประมาณ 1,000 ราย ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 87 ล้านบาท

3.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนในกิจการโรงแรมในปี 2563 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาภายหลังสถานการณ์ดีขึ้น โดยบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม นำรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-ธ.ค. 2563 เพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ไปหักค่าใช้จ่าย 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยโครงการนี้คาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมลงทุนปรับปรุงกิจการประมาณ 1,000 ราย ทำให้สูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 2,900 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี

4.มาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย ระยะเวลาถึง 30 ก.ย.2563 ประมาณ 8 เดือน โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากเดิม 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร โดยคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ภาษี 2,300 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

TSTE จากธุรกิจท่าเรือสู่ผู้ผลิตอาหาร OEM ตั้งเป้าพันล้านใน 3 ปี

TSTE จากธุรกิจท่าเรือสู่ผู้ผลิตอาหาร OEM ตั้งเป้าพันล้านใน 3 ปี