
สภาพัฒน์ประเมินจีดีพีปี53โต7.9%
สภาพัฒน์ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 7.9% หลังไตรมาส3โต6.7% ชี้ค่าเงินยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา แนะรัฐเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
สภาพัฒน์ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 7.9% หลังไตรมาส3โต6.7% ชี้ค่าเงินยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา แนะรัฐเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสศช. แถลงจีดีพีไตรมาส 3/53 เติบโตในระดับ 6.7% ส่วนไตรมาส 4/53 แม้ว่าจะชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังขยายตัวต่อเนื่องและเชื่อว่าจะเป็นบวกได้ หากสามารถรักษาระดับการเติบโตของส่งออกไว้ได้ที่ระดับ 15-20% ทำให้ในปี 2553 อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะยังอยู่ที่ 7.9%
ปัจจัยที่เป็นแรงส่งในการเติบโตของจีดีพีปีนี้มาจากทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เอื้อต่อการส่งออก และอุปสงค์ภายในประเทศ โดยการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 13.9% และ 4.9% ตามลำดับ
ขณะที่การส่งออกในรูปดอลลาร์ขยายตัว 25.1% นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยว สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทำให้สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนและตลาดพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยอยุ่ในระดับต่ำ
"ถือว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกเป็นหลัก ประกอบกับการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว การใช้จ่ายภาคครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ดี และการลงทุนภาคเอกชนขายตัว" นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว
สำหรับในปี 2554 คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 3.5-4.5% ต่อเนื่องจากปี 2553 แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือเรื่องของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยสภาพัฒน์ประเมินค่าเงินบาทในปีหน้าไว้ที่ 29 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งทำให้เกิดความเสียเปรียบในการส่งออก และเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ตลอดจนความผันผวนของสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ความขัดแย้งในสังคมยังมีอยู่แม้จะคลี่คลายลงซึ่งจะส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รายได้ของเกษตรกรมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศ การขาดแคลนแรงงงานในบางอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐควรต้องเร่งดำเนินการ คือ เร่งฟื้นฟูน้ำท่วม การบริหารจัดการราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบอุทกภัย และต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น นอกจากนี้การส่งเสริมและจูงใจภาคธุรกิจส่งออกให้ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ และเร่งแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการแรงงาน ทั้งในส่วนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและการขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และการเร่งรัดการการดำเนินการตามแผนปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม
เลขาธิการสศช. คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ และต่อเนื่องจนถึงปี 2554 เพราะยังมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพราะในปีหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงกว่าปีนี้







