
รายย่อยชิงขายก่อนต่างชาติ
หวั่นบาทอ่อน31บ. ไล่เงินทุนไหลออกเงินเฟ้อชี้หุ้นปีหน้า
หวั่นบาทอ่อน31บ. ไล่เงินทุนไหลออกเงินเฟ้อชี้หุ้นปีหน้า
นักเศรษฐศาสตร์แนะรายย่อยปรับกลยุทธ์ขายลดพอร์ตก่อนฝรั่งชิ่งหนี หวั่นแนวโน้มเงินบาทอ่อนแตะ 31 บาทในครึ่งแรกปีหน้า
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) เปิดเผยในงานสัมมนาหุ้นไทยปีหน้าในสายตาต่างชาติ ว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจากนี้ไปจนถึงครึ่งปีแรก 2554 มีแนวโน้มไหลออก จากทิศทางของค่าเงินบาทที่จะอ่อนค่าลง เนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ คาดว่าค่าเงินบาท ณ ปัจจุบัน 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะอ่อนค่าเป็น 31 บาทในกลางปีหน้า
เหตุผลจากเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. ที่การเมืองสงบ ในช่วงดัชนี 720 จุด ถึง 1,050 จุด ซึ่งได้กำไรจากการลงทุนหุ้น และบวกค่าเงินไปแล้ว 50% เพียงช่วงไตรมาสเดียว และคิดเป็นกำไรต่อปี 200%
“การขายเงินลงทุนออกไปก่อนที่เงินบาทจะอ่อน ทำให้นักลงทุนสถาบันในประเทศขายตาม จังหวะนี้นักลงทุนรายย่อยควรปรับพอร์ตขายทำกำไรออกไปบ้างมิเช่นนั้นจะเจ็บตัว” น.ส.อุสรา กล่าว
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเชื่อว่า จากนี้ไปดัชนีหุ้นไทยจะอ่อนไหวต่อความเสี่ยงที่เข้ามากระทบ ในขณะที่มองไปข้างหน้าจนถึงครึ่งแรกปีหน้าจะไม่มีข่าวดีอะไรออกมาอีก หลังจากรับรู้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินรอบสอง (QE2) ของสหรัฐไปแล้ว และจากนี้ไปสหรัฐจะต้องอัดเงินเข้ามาซื้อพันธบัตร 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ยก็ลดเหลือศูนย์ไปแล้ว และจะมีข่าวดีให้ลุ้นอีกครั้งหลังกลางปีหากมาตรการอัดเงินรอบสองไม่เป็นผลอาจมี QE3
จากนี้ไปจะมีแต่ข่าวประเทศในภูมิภาคเอเชียออกมาตรการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าเพื่อกันการเกิดฟองสบู่โดยเฉพาะจีน พร้อมกับแนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าของภูมิภาคเอเชียที่จะเติบโตน้อยกว่าปีนี้ เนื่องมาจากการส่งออกเติบโตลดลง 50% จากปีนี้นอกจากนั้นยังมีสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทางการเมืองอันเนื่องมาจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
การคาดการณ์ของ น.ส.อุสรา สวนทางกับนักวิเคราะห์หลายราย ซึ่งยืนยันเรื่องเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะเงินทุนไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรปยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว ท่ามกลางสภาพคล่องของโลกที่สูงมาก ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในปีหน้ามีโอกาสสูงถึง 1,440 จุด
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลที่สุดขณะนี้คือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้นที่มีทิศทางเป็นบวกขณะนี้ เนื่องจากหากเงินเฟ้อเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หยุดทำ QE 2 เพราะไม่มีเหตุผลต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบอีกต่อไป
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ความน่ากลัวของเศรษฐกิจปี 2554 คือ ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับธนาคารกลางของแต่ละประเทศ







