
การเตรียมตัวเข้าสู่ “ผู้สูงอายุ” ควรทำตั้งแต่อายุไม่มาก ควรบริโภคอาหารที่มีโปรตีนเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ
นายแพทย์ประพัฒน์ โสภณาทรณ์ Medical Director, Abbott Laboratories (Thailand)
นายแพทย์ประพัฒน์ โสภณาทรณ์ Medical Director, Abbott Laboratories (Thailand) เปิดเผยถึงสถานการณ์สังคมสูงวัยในปัจจุบันของประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสังคมสูงวัย (Aged Society) คือมีผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และกำลังจะก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) กล่าวคือมีผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดในเร็วๆ นี้
“สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)(1) เปิดเผยผลการวิจัยว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรผู้สูงวัยเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียนรองจากประเทศสิงคโปร์ จากสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านแรงงาน และด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแรงงานอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตภาพ (Productivity) น้อยลง ในขณะเดียวกันก็จะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น หมายความว่ารายได้ของประเทศลดลงแต่รัฐต้องมีรายจ่ายด้านสุขภาพของประชากรมากขึ้น"
ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ได้กำหนดการเกษียณอายุประชากรสิงคโปร์ไว้ที่ 62 ปี และกำลังจะขยายกำหนดการเกษียณอายุเป็น 67 ปีในไม่ช้า รวมถึงจะมีการต่ออายุหลังการเกษียณอายุไปอีก 5 ปีอีกด้วย สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือสังคมผู้สูงวัยมากพอสมควร โดยได้กำหนดเป็นนโยบายรับมือกับอัตราการเติบโตของประชากร ผู้สูงวัย โดยอาจจะมีการขยายกำหนดการเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 62 หรือ 63 ปี ในอนาคต นอกจากนี้ รัฐบาลก็ได้มีการส่งเสริมการให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพให้กับสถานพยาบาลต่างๆ รวมถึงการเตรียมการในด้านสถานพักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุ เช่น การจัดสัมมนาเกี่ยวกับสังคมผู้สูงวัย(2) หรือ โครงการจัดตั้งบ้านพักคนชราโดยกรมธนารักษ์(3)
“ในมุมมองทางการแพทย์ การที่คนๆ หนึ่งมีอายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักๆ อยู่ 4 ด้าน 1.ร่างกาย จะมีความอ่อนแอ อาจมีการเจ็บป่วยบ่อยขึ้น หรืออาจเป็นโรคความดัน เบาหวาน 2.สมอง อาจมีความคิดเชื่องช้าลง มีความจำน้อย 3.อารมณ์ความรู้สึก อาจควบคุมอารมณ์ได้น้อยลง มีความจุกจิก เอาแต่ใจมากขึ้น 4.สังคม อาจมีปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมรอบตัว หากไม่มีญาติใกล้ชิดอยู่ใกล้ๆ คอยดูแล อาจหันไปเข้าวัดเข้าวา เป็นต้น”
นายแพทย์ประพัฒน์ ยังได้กล่าวถึงการเตรียมตัวเข้าสู่ผู้สูงวัยว่า คนไทยควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ไม่ควรเข้าใจผิดว่าต้องเริ่มดูแลสุขภาพร่างกายเมื่อคิดว่าใกล้เป็นผู้สูงอายุ หรือเตรียมตัวในช่วง 4-5 ปีก่อนการเกษียณอายุ การเตรียมความพร้อมสามารถเริ่มต้นได้จากการมีโภชนาการที่ดี โดยรับประทานโปรตีนให้เพียงพอตามเพศและช่วงอายุ เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการแนะนำหลักการบริโภคโปรตีนตามน้ำหนักตัวคือ ผู้หญิงที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมมีความต้องการโปรตีนวันละ 58 กรัม และในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัว 90 กิโลกรัม(4) จะมีความต้องการโปรตีนวันละ 73 กรัม(5) นอกจากนี้ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมตัวทางด้านจิตใจ ควรฝึกการควบคุมอารมณ์ วุฒิภาวะทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและสุขภาพที่ดีเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวเพื่อรับสังคมสูงวัย หรือสังคมสูงอายุไม่มีคำว่าสายเกินไป
การให้ความสำคัญด้านการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการให้ความสำคัญด้านโภชนาการ ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า อีกทั้งยังเป็นการช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อเมื่อเราอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องของการออกกำลังกายอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ในด้านโภชนาการยังมีความเข้าใจผิดอยู่ในบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวผู้สูงอายุ กล่าวคือ ผู้ที่อยู่ในวัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาวควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และต้องมีความสมดุลของอาหารแต่ละหมู่ที่ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละช่วงวัย หรือกับกิจกรรมเฉพาะในชีวิตประจำวันของแต่ละคน
คนไทยอาจมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารปริมาณไม่มาก ระบบย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพน้อยลง ทำให้เข้าใจว่าผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารประเภทอ่อนๆ ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายของผู้สูงอายุอาจขาดสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โปรตีน” 1 ใน 5 หมู่อาหาร ซึ่งมีความสำคัญของคนทุกช่วงอายุ คนที่อายุ 30-50 ปี ร่างกายอาจมีความต้องการโปรตีนวันละประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ร่างกายมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้น้อยลง การดูดซึมการถูกนำไปใช้ได้น้อยลง อาจส่งผลให้ร่างกายมีปัญหาด้านมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ดังนั้น สำหรับผู้สูงอายุ จึงอาจต้องเพิ่มปริมาณโปรตีนเป็น 1.2-1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน จึงจะเพียงพอ เนื่องจากโปรตีนมีความสัมพันธ์ต่อมวลกล้ามเนื้อของร่างกาย ซึ่งในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปมวลกล้ามเนื้อจะลดลงและจะลดลงในประมาณร้อยละ 8 ในทุกๆ 10 ปี เมื่ออายุถึง 70 ปีมวลกล้ามเนื้อจะลดลงถึงประมาณร้อยละ 15 หากร่างกายได้รับโปรตีนและการออกกำลังกายที่ไม่พอมวลกล้ามเนื้อก็จะลดลงมากขึ้น
การที่มีมวลกล้ามเนื้อที่น้อยลงทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคบางโรคเพิ่มขึ้น เช่น โรคเบาหวาน การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอและการออกกำลังกายให้เหมาะสม จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยชะลอการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัยและผู้สูงอายุได้มากยิ่งขึ้น โปรตีน ได้จากทั้งพืช เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และจากสัตว์ ทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ นม ปัจจุบันได้มีการสร้างโปรตีนสังเคราะห์ขึ้นมาแล้ว เมื่อผ่านกระบวนการดูดซึมย่อยสลายภายในร่างกายจะได้กรดอะมิโนที่ครบและเพียงพอต่อร่างกาย
นายแพทย์ประพัฒน์ กล่าวในตอนท้ายถึงบทบาทของ Abbott ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและโภชนาการที่มีต่อสังคมผู้สูงวัยในประเทศไทยว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา Abbott ได้นำองค์ความรู้และวิชาการด้านโภชนาการเผยแพร่ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการกับสถานพยาบาลทั่วประเทศ และยินดีที่จะเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Abbott Care Hotline โทร. 0 2252 4488 หรือ www.abbott.co.th
- https://www.isranews.org/isranews-news/77916-news-779161.html
- http://www.knowledgefarm.in.th/aging-society-conference/
- https://www.posttoday.com/finance-stock/news/584444
- อ้างอิงข้อมูลจากคู่มือแนะนำสารอาหาร Dietary Referenced Intakes (DRIs) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในสัดส่วนปริมาณการโปรตีนที่ผู้ชายน้ำหนัก 200 ปอนด์ และผู้หญิงน้ำหนัก 160 ปอนด์ควรได้รับต่อวัน
- https://www.nutritionnews.abbott/news-research/science-news/what-your-protein-habits-say-about-your-health/







