
เขตการค้าเสรีในเอเปก...ไปให้ได้ มุ่งให้ถึง
...อภิรดี ตันตนาภรณ์
สุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป (1314 พ.ย.) มีการประชุมที่สำคัญคือ การประชุมผู้นำเอเปก ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น
ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เห็นจะได้แก่การที่ผู้นำประเทศถึง 21ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจ มานั่งประชุมร่วมกันพบปะสังสรรค์ พบหารือข้อราชการในประเด็นว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจการค้า ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมถึงเรื่องการเงิน ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืน ย่อมจะต้องเกิดผลลัพธ์หลายๆ อย่างที่มีผลต่อประชาชนของประเทศและเขตเศรษฐกิจเหล่านั้นไม่มากก็น้อย และเมื่อเขตเศรษฐกิจทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจมี GDP ใหญ่ถึง 60% ของ GDP โลก ดังนั้นผลที่จะเกิดอันเนื่องมาจากการประชุมนี้ย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจโลกมากทีเดียว
เอเปกนั้นประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจ 21 เขต ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐ และเวียดนาม กลุ่มเศรษฐกิจสำคัญที่ไม่ได้ร่วมในเอเปกจึงคงมีเพียงสหภาพยุโรปเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็จะเห็นความสำคัญของการรวมตัวนี้ได้
เอเปกได้ก่อตัวขึ้นเมื่อปี 2532 (1989) ในขณะนั้นมีสมาชิกเพียง 13 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และปาปัวนิวกินี
วัตถุประสงค์เริ่มต้นก็เป็นเพียงการรวมตัวอย่างหลวมๆ เพื่อหาทางออกหากการเจรจารอบอุรุกวัยล้มเหลว และมีการย้ำจุดยืนว่าเอเปกไม่ใช่เวทีการเจรจาการค้า แต่เป็นเวทีความร่วมมือ เมื่อเอเปกเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ
กระทั่งในปี 2537 (1994) สหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดีคลินตัน สหรัฐได้เสนอให้มีการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเปก แต่ในขณะนั้นหลายประเทศคัดค้านข้อเสนอนี้
ในที่สุดจึงตกลงกันเพียงให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งสหรัฐก็ได้ Lobby อย่างหนักหน่วงให้สมาชิกเห็นพ้องกับการทำเขตการค้าเสรีในภูมิภาค แต่เนื่องจากยังคงติดขัดหลักการสำคัญที่ว่าเอเปกไม่ใช่เวทีการเจรจาการค้า ดังนั้นในปีต่อมาผู้นำในการประชุมที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย จึงตกลงให้มีการดำเนินการเพื่อให้สมาชิกมีการค้าที่เสรีและเปิดกว้างในปี 2010 สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และปี 2020 สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนา โดยใช้หลักตามความสมัครใจ
ความตกลงดังกล่าวได้แปลงมาเป็นแผนงานความร่วมมือด้านต่างๆ หลายด้าน ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ความร่วมมือด้านศุลกากร กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น
หลังจากสานต่อความพยายามในการเปิดเสรีการค้าในกรอบเอเปกมาร่วม 15 ปี วันนี้อาจเป็นเวลาที่สมาชิกพร้อมที่จะเปิดการค้าเสรีกันมากขึ้น
ขณะนี้สมาชิกเอเปกมีความตกลงการค้าระดับสองฝ่าย 42 ฉบับ และยังมีความตกลงในระดับภูมิภาคอีกหลายฉบับ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน อาเซียนกับออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างชิลี ออสเตรเลีย และความตกลงเขตการค้าเสรีสหรัฐกับชิลี เป็นต้น
ดังนั้นความคิดที่จะขยายความตกลงเหล่านี้ให้เป็นความตกลงที่กว้างขึ้นถึงขนาดที่จะครอบคลุมทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ จึงอาจมีทางเป็นไปได้ เอเปกจะสามารถทำตามที่ผู้นำได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าหลังการประชุมผู้นำแล้ว จะมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าในจำนวนสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจนั้น มีความแตกต่างกันมากทั้งในระดับความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง
ภายหลังการประชุมผู้นำเอเปกในครั้งนี้ ผู้นำได้แถลงว่า FTAAP จะเป็น ความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมทุกด้าน โดยจะขยายผลจากความตกลงปัจจุบัน อันได้แก่ ความตกลงอาเซียน+3 (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) อาเซียน +6 (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) และ Trans Pacific Partnership (TPP) เป็นต้น
ปัจจุบัน TPP ประกอบด้วย นิวซีแลนด์ ชิลี สิงคโปร์ และบรูไน นอกจากนี้สหรัฐ ออสเตรเลีย เปรู และเวียดนาม ก็กำลังเจรจาเข้าเป็นสมาชิก ในขณะที่ญี่ปุ่นและมาเลเซียได้แถลงก่อนการประชุมผู้นำแสดงเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมเจรจาด้วย
หากการเจรจาเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกจะดำเนินการโดยขยายความตกลงในปัจจุบัน ก็อาจจะเจอปัญหาความแตกต่างระหว่างความตกลงแต่ละฉบับซึ่งมีมาตรฐานการเปิดเสรี และกฎระเบียบที่แตกต่างกันมาก
ในขณะที่ถ้อยแถลงของผู้นำได้ระบุว่า เอเปกจะต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบและเจรจาซึ่งความตกลงด้านการค้าและการลงทุนในอนาคต ซึ่งก็หมายถึงว่าความตกลงนี้จะต้องมีมาตรฐานการเปิดเสรี และกฎระเบียบที่สูงกว่าความตกลงในปัจจุบัน
ดังนั้น ตัวหารร่วมจากความตกลงปัจจุบันโดยเฉพาะความตกลงของอาเซียนจะสามารถนำพาความตกลงเอเปกไปถึงระดับ
“อนาคต” ได้หรือไม่ และมาตรฐานแห่ง “อนาคต” ดังกล่าวกำหนดโดยผู้ใดหากบางสมาชิกต้องการความตกลงระดับมาตรฐานสูง และเลือกวิธีการเจรจากับผู้ที่พร้อมเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่พร้อมสามารถเข้าร่วมได้ในภายหลัง เช่นนี้ก็อาจบรรลุวัตถุประสงค์ด้านมาตรฐาน แต่ผู้ที่ถูกทิ้งจะรู้สึกถูกกดดันให้ต้องเข้าร่วมหรือไม่ และเมื่อจะเข้าร่วมในภายหลังก็จะมีโอกาสน้อยในการต่อรองเงื่อนไขของความตกลง หรืออาจต้องเสียค่าเข้าสูง
ในปีหน้าสมาชิกเอเปกจะต้องถกเรื่องนี้หนัก เพื่อให้ได้ข้อสรุปเสนอผู้นำที่สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ฮาวาย
ดังนั้นผู้แทนไทยจึงต้องวางกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อจะสามารถเข้าร่วมการหารือในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ไม่ถูกจูงไปในทิศทางที่ไม่ต้องการและไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ







