กฟผ. ส่องโมเดลโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในยุโรป มุ่งสร้างความมั่นคงไฟฟ้า
กฟผ. เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ ประเทศสเปนและโปรตุเกส ถอดบทเรียนสู่การจัดตั้งศูนย์ควบคุมพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานรองรับพลังงานหมุนเวียน
กฟผ.เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ ประเทศสเปนและโปรตุเกส ถอดบทเรียนสู่การจัดตั้งศูนย์ควบคุมพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานรองรับพลังงานหมุนเวียน
นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ให้ความสำคัญการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับเชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization)เพื่อให้สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าในภาพรวม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย Energy for all ของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ราคามีความเหมาะสม รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานมาปรับใช้อย่างสอดรับกับทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของโลกในอนาคต
สำหรับการศึกษาดูงานในราชอาณาจักรสเปนจะศึกษาดูงานเกี่ยวนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานที่ Valle 1 and Valle 2 Concentrated Solar Power Plants ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยนำกระจกรูปทรงพาราโบล่าสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ จากนั้นความร้อนจะถูกเก็บสะสมไว้ในเกลือ ซึ่งสามารถกักเก็บพลังงานได้ถึง 7.5 ชั่วโมง ผลิตไฟฟ้าได้ 320 ล้านหน่วยต่อปี
ทั้งนี้กฟผ.ได้นำร่องระบบกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้จากกังหันลมมาเก็บไว้ในรูปแบบไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid) เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจะนำก๊าซไฮโดรเจนไปผ่านเซลล์เชื้อเพลิงผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System)ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เนื่องจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงทั้งสองแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมพร้อมให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าทันสมัยมากขึ้น (Grid Modernization) มีความมั่นคง เชื่อถือได้ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563
สำหรับการศึกษาดูงานศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (EDP Renewable Dispatch Center)ของบริษัทผลิตไฟฟ้าแห่งโปรตุเกส (Energias de Portugal:EDP)มีหน้าที่บริหารจัดการควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศโปรตุเกสแบบเรียลไทม์ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนชนิดต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่ง กฟผ. อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Control Center)
ขณะเดียวกันได้เริ่มศึกษาการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast)จากข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์ความเข้มของแสง อุณหภูมิ ตำแหน่งของโรงไฟฟ้า ข้อมูลความเร็วลม ทิศทางลม และข้อมูลสถิติในอดีต โดยในปี 2561–2562 ได้นำร่องศึกษากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี)
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ Frades II ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ประโยชน์จากเขื่อนที่มีอยู่ในประเทศโปรตุเกส โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบสูบกลับที่สามารถปรับความเร็วได้ (Variable-speed reversible units)ขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ทำให้ EDPสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้ตอบสนองกับความต้องการของระบบที่เปลี่ยนแปลง โดยการสูบน้ำจากเขื่อนด้านล่างขึ้นไปไว้ที่เขื่อนด้านบนในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการของระบบ ในทางตรงกันข้ามเมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ก็สามารถปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาผลิตไฟฟ้า ช่วยบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 500 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 500 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้


