
บาทแข็งดันตลาดนาฬิกาแฟชันปีหน้าโต100%
เอ.ดี.ไทม์ ชี้บาทแข็งดันตลาดนาฬิกาแฟชันในไทยปีหน้าโตพุ่ง100% สวนกลุ่มนาฬิกาหรูหดตัวลงไฮโซีหนีช็อปต่างประเทศ
เอ.ดี.ไทม์ ชี้บาทแข็งดันตลาดนาฬิกาแฟชันในไทยปีหน้าโตพุ่ง100% สวนกลุ่มนาฬิกาหรูหดตัวลงไฮโซีหนีช็อปต่างประเทศ
น.ส.ธีริน สุขกระสานติ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัทเอ.ดี.ไทม์(ไทยแลนด์) ผู้นำเข้าและทำตลาดนาฬิกาแฟชันแบรนด์เนม อาทิ โอดีเอ็ม, ลีวายส์,เอสปรี,โบเนีย, เอ็ด ฮาร์ดี อินวิคตา เป็นต้น เปิดเผยว่าจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเปรียบเทียบเหรียญสหรัฐอเมริกาที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลดีต่อต้นทุนนำเข้าตลาดนาฬิกาในไทยที่ลดลง และทำให้นาฬิกานำเข้ากลุ่มแฟชันระดับราคา2,000-3,000 บาทต่อเรือนเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนตลาดนาฬิกากลุ่มระดับบน หรือ ลักชัวรี แบรนด์ในปีหน้าคาดยังเติบโตลดลงต่อเนื่อง จากปีนี้ที่ตลาดนาฬิกากลุ่มดังกล่าวเติบโตลงลงราว 20% ส่วนหนึ่งจากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงหันไปซื้อสินค้านาฬิกาหรูในต่างประเทศแทน ซึ่งราคาสินค้านาฬิกาแบรนด์นำเข้าเปรียบเทียบในประเทศและต่างประเทศมจะต่างกันเฉลี่ย 10% จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้านาฬิกาหันไปให้น้ำหนักกับการทำตลาดนาฬิกาแฟชันในปีหน้า เพื่อรองรับผู้บริโภคในไทยที่เข้าถึงสินค้ากลุ่มนี้ได้มากกว่า ซึ่งในปี54อาจเห็นตลาดนาฬิกากลุ่มแฟชันเติบโต100%
ทั้งนี้ในปีหน้าบริษัทมีแผนนำเข้านาฬิกาในเบื้องต้น2-3แบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดจากทั้งหมดกว่า 10 แบรนด์ที่กำลังพิจารณาความเหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า พร้อมใช้งบ 30 ล้านบาท เพื่อขยายจุดจำหน่ายเพิ่มอีกประมาณ 100 จุดทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งในจำนวนดังกล่าวจะเป็นการเปิดช็อปภายในห้างสรรพสินค้าประมาณ10จุด
สำหรับช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ บริษัทจัดโปรโมชันสินค้าลดราคา20% พร้อมนำสินค้ารุ่นจำนวนจำกัด(ลิมิเต็ดเอดิชัน)มาจำหน่าย คาดจะกระตุ้นยอดขายสิ้นปีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 50 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงหน้าขายมียอดขายเติบโตจากปกติประมาณ 2-3 เท่าตัว ส่วนภาพรวมตลาดนาฬิกาแฟชันสิ้นปีนี้คาดมีอัตราการเติบโตอยู่ที่10% หรือมีมูลค่า3,000 ล้านบาท เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนที่เติบโตติดลบ 20% คาดสิ้นปีมียอดขายราว50 ล้านบาท
จากการที่บริษัทจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ ในปีหน้าบริษัทวางเป้ารายได้ประมาณ 100-150 ล้านบาท พร้อมเริ่มทำบัตรสมาชิก เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะมียอดสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 คน







