posttoday
ยอดใช้น้ำมันเดือนต.ค.ลดลงผลจากน้ำท่วม

ยอดใช้น้ำมันเดือนต.ค.ลดลงผลจากน้ำท่วม

17 พฤศจิกายน 2553

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยน้ำท่วมทำยอดใช้น้ำมันเดือน ต.ค.ลด

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยน้ำท่วมทำยอดใช้น้ำมันเดือน ต.ค.ลด

นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดอุทกภัยหลายจังหวัดว่า ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2553  โดยในภาพรวมมีการใช้น้ำมันเบนซิน 20.1 ล้านลิตร/วัน ลดลง 1% น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 46.6 ล้านลิตร/วัน ลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.4%  LPG อยู่ที่ 15,800 ตัน/วัน ลดลง 1%  NGV อยู่ที่ 5,400 ตัน/วัน เพิ่มขึ้น 2%  โดยในส่วนของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ มียอดใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ อี 85 เพิ่มขึ้นถึง 12% จากการใช้ 7,000 ลิตร/วัน ในเดือนกันยายนเป็น 8,000 ลิตร/วัน ในเดือนตุลาคม  และแก๊สโซฮอล์อี 20 อยู่ที่ 0.40 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 4%  สำหรับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา อยู่ที่ 28.1ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 5 อยู่ที่ 17.7 ล้านลิตร/วัน มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับการใช้ LPG ปรับลดลงทุกภาคส่วน ยกเว้นภาคปิโตรเคมี และยังมีปริมาณนำเข้า 148,000 ตัน มูลค่า 3,400 ล้านบาท เนื่องจากโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 ของ ปตท.ยังไม่สามารถดำเนินการได้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  ส่วนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเดือนตุลาคม 2553 มีปริมาณรวม 4,000 ล้านลิตรหรือ 812,000 บาร์เรล/วัน ลดลง 1% คิดเป็นมูลค่านำเข้า 61,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จะเห็นได้ว่าปริมาณปรับลดลงจากเดือนกันยายน  แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ย 74 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในเดือนกันยายน เป็น 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในเดือนตุลาคม โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล 

ในขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณ 1,200 ล้านลิตร หรือ 253,000 บาร์เรล/วัน ลดลงจากเดือนกันยายน 6% และมูลค่าส่งออก 19,000 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 12% เนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ นายพีระพล ยังกล่าวถึง การตรวจสอบคุณภาพน้ำมันตามสถานีบริการที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมว่า กรมธุรกิจพลังงานได้จัดส่งหน่วย  Mobile Lab  ไปตรวจสอบคุณภาพน้ำมันยังสถานีบริการในพื้นที่จังหวัดประสบภัย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา  พระนครศรีอยุธยา  นนทบุรี  พัทลุง  ตรัง  และสงขลา พบว่า  มีสถานีบริการที่ถูกน้ำท่วมพื้นลานและทางเข้าออกสถานีบริการ  ต้องหยุดการจำหน่าย  จำนวน  31  แห่ง  และขณะนี้ได้เปิดการจำหน่ายแล้ว  26  แห่ง 

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันของสถานีบริการดังกล่าว  ทั้ง  26  แห่ง  ปรากฏว่าคุณภาพถูกต้อง  (จังหวัดนครราชสีมา  3  แห่ง  นนทบุรี  1 แห่ง  พัทลุง  1  แห่ง  ตรัง 1  แห่ง  และสงขลา  20  แห่ง  โดยเป็นสถานีบริการของ ปตท. 9 แห่ง  เชลล์  8  แห่ง  เอสโซ่  4  แห่ง  เซฟรอน 2  แห่ง  บางจาก  2  แห่ง  และอิสระ  1  แห่ง)  ส่วนอีก  5  แห่งยังไม่เปิดบริการ  โดย  1 แห่งยังถูกน้ำท่วมขัง  และอีก  4 แห่ง  ยังซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดไม่แล้วเสร็จ  และกรมธุรกิจพลังงานจะได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำมันของสถานีบริการดังกล่าว  ก่อนการจำหน่ายสู่ผู้บริโภคต่อไป

นอกจากการดูแลเรื่องคุณภาพน้ำมันแล้ว  กรมธุรกิจพลังงานยังกำกับดูแลสถานีบริการน้ำมันในด้านความปลอดภัย โดยกรมธุรกิจพลังงานจะมีการตรวจสอบ ทอสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 เพื่อเป็นการป้องกันหรือระงับเหตุหรือความเสียหาย อันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจตราสถานีบริการน้ำมันอยู่เสมอ

ด้านความปลอดภัยนั้นจะตรวจสอบทั้งที่ตั้ง ลักษณะ และระยะปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกของสถานีบริการน้ำมัน ลักษณะการเก็บน้ำมัน การก่อสร้างถังเก็บน้ำมัน ระบบท่อและอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัย ซึ่งการกำกับดูแลดังกล่าวในเขตกรุงเทพมหานครจะกำกับดูแลโดยกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมันมาตรฐานประมาณ 750 แห่ง  มีสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็ก ประมาณ 150 แห่ง

ในส่วนภูมิภาคนั้นจะกำกับดูแลโดยพลังงานจังหวัดร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมันขนาดมาตรฐาน ประมาณ 5,000 แห่ง และมีสถานีบริการขนาดเล็ก ประมาณ 14,000 แห่ง และมีการตรวจสอบเบื้องต้นตามกฎหมายอื่น ๆ ที่กำกับดูแลสถานีบริการน้ำมัน หากพบว่าไม่ถูกต้องก็จะแจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี