
ยนตรกิจปั้นรถจีนโฟตอน
คันละ6แสนกระจายเสี่ยงธุรกิจ หวังทำรายได้50%ของบริษัท
โพสต์ทูเดย์
— ดีเอดี ยนตรกิจ หันลุยรถอีกครั้ง หลังปรับโครงสร้างกว่า 1 ปี ส่งรถจีนกระจายเสี่ยงรถพรีเมียม ปีหน้าขาย 1,000 คันนายวิเชียร ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดเรคชันแนล ออโตโมบิลส์ ดีเวลลอปเมนท์ (ดีเอดี ยนตรกิจ) เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมของการกลับมาทำตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากแยกตัวออกมาจากยนตรกิจ กรุ๊ป และปรับโครงสร้างบริษัทในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หลังได้โครงสร้างบริหารใหม่ บริษัทตัดสินใจชะลอทำตลาดรถยนต์เซียท เนื่องจากไม่สามารถทำราคาแข่งขันได้ ขณะรถยนต์จีลี่ก็แข่งขันลำบากในกลุ่มรถยนต์นั่ง รวมถึงรถตู้โพลาร์ซันก็ชะลอการทำตลาดเช่นกัน โดยเหลือที่ยังทำตลาดเพียง 6 ยี่ห้อ คือซีตรองเอ็มทีเอ็ม สโกด้า สปายเกอร์ สปีดอาร์ตและโฟตอน
สำหรับโฟตอนซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ล่าสุด จะเป็นรถเชิงพาณิชย์นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ จากเดิมที่มีสินค้าในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมเท่านั้น เมื่อได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก็โดนทั้งกลุ่ม การมีสินค้าระดับราคา 67 แสนบาท ทำให้บริษัททำธุรกิจได้ต่อเนื่อง
บริษัทได้เริ่มนำเข้ารถตู้รุ่นวิว 1216 ที่นั่งเข้ามาทำตลาด เจาะกลุ่มรถตู้วินที่เริ่มมียอดสั่งจองเข้ามา 6070 คัน และคาดว่าจะทำยอดขายได้ 500600 คันในปี 2554 และมีแผนที่จะนำรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น รถเอ็มพีวีและรถเก๋ง เข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงหารถยนต์เชิงพาณิชย์ยี่ห้ออื่นเข้ามาจำหน่ายเพิ่มขึ้นในปีหน้า
“
ผมคาดว่ารถยนต์จากจีนน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 50% ของกลุ่มดีเอดี โดยในฝั่งรถยนต์พรีเมียม เราก็เตรียมเปิดตัวรถใหม่ เช่น สโกด้า ฟาเบีย ราคาประมาณ 1 ล้านบาท และ ซีตรอง ดีเอส 3 ราคา 1.4 ล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้เราทำตลาดได้ง่ายขึ้น และทำให้ยอดขายรวมปีหน้าได้ 1,000 คัน” นายวิเชียร กล่าวด้านนายหลี่ จี้ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เป่ยชี โฟตอน มอเตอร์ กล่าวว่า ตัดสินใจเข้ามาบุกตลาดประเทศไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยวางแผนที่จะส่งสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด เริ่มจากรถตู้ จากนั้นจะเป็นเอ็มพีวีในช่วงกลางปี และรถปิกอัพในช่วงปลายปีหน้า
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาขยายฐานผลิตในภูมิภาคอาเซียน โดยโฟตอนสนใจจะลงทุนคาดสรุปผลภายใน 1 ปีโดยประเทศไทยก็มีความน่าสนใจที่โฟตอนจะลงทุนเพื่อทำการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในภูมิภาค แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในขณะนี้ โดยคาดว่าหลังจากที่ได้ข้อสรุปทั้งหมด จะใช้เวลาอีกไม่เกิน 1 ปีก็จะเริ่มลงทุน







