
Trade War สงครามการค้า
....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
สัปดาห์ที่ผ่านมาในภูมิภาคเอเชียเรามีการจัดงานใหญ่ๆ ถึง 3 งาน คือการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ APEC ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น และมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่นครกว่างโจว ประเทศจีน ทำให้มีผู้นำระดับโลกมาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ในแถบนี้ของโลก
ทำให้เห็นว่าบทบาทผู้นำของภูมิภาคเอเชียเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเวทีเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งการประชุมทั้ง G20 และ APEC ล้วนพุ่งธงมาที่กลุ่มประเทศในเอเชีย (เป้าชัดๆ อยู่ที่
“จีน”) ให้ช่วยปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและค่าเงินให้ประเทศต่างๆ ในโลกสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และจะหลีกเลี่ยงสงครามค่าเงินและสงครามการค้าพูดง่ายๆ กลุ่มประเทศตะวันตก (ตัวการชัดๆ คือ
“อเมริกา”) เห็นว่าเอเชียเติบโตมากเกินไป เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากเกินไป และมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากเกินไป ทำให้มีสถานะเป็น “เจ้าหนี้รายใหญ่” ที่สามารถสร้างความผันผวนให้กับระบบการเงินและสภาพคล่องของประเทศที่มีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ที่ฟื้นตัวอย่างยากลำบาก รายได้เข้าประเทศต่ำ ทำให้ขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนต้องมีหนี้สาธารณะมหาศาล เพื่อพยุงฐานะความเป็นอยู่ของคนในชาติดังนั้น มติของที่ประชุมทั้ง G20 และ APEC โดยนัยแล้วจึงเน้นเป้าหมายที่จะสร้างสมดุลใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านการค้าและการเงินของโลก เนื้อหาจึง
“เลียบๆ เคียงๆ” ให้สนับสนุนเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of AsiaPacific : FTAAP) และให้หลีกเลี่ยง “สงครามค่าเงิน” หรือการลดค่าเงินของตัวเองเพื่อประโยชน์ทางการค้าประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ผู้นำจีนคงพอมองเห็นแล้วว่า
“สงครามการค้า” เริ่มตั้งเค้าขึ้นมาแล้ว จึงต้อง “ดักทาง” ให้แต่ละประเทศ “คิดดีๆ” ถ้าจะใช้มาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionism) เมื่อการลดค่าเงินของตนเองไม่เป็นผลที่จะทำให้การส่งออกมากขึ้นและให้การนำเข้าลดลง ในที่สุดถ้าต่างฝ่ายต่างต้องการปกป้องตลาดการค้าของตนเอง สงครามการค้าระหว่างประเทศโดยการสร้างกำแพงภาษีหรือการตอบโต้ทางการค้าคงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ความจริงแล้วเป้าหมายของการเปิดเขตการค้าเสรีเพื่อส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น โดยการลดอุปสรรคทางการค้า เช่น การลดอัตราภาษีศุลกากรให้เป็นศูนย์หรือให้น้อยที่สุด และการขจัดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ทางภาษี (Nontariff Barrier) แต่มาตรการเหล่านี้อาจเป็นการ
“ผลักดัน” ให้เกิดสงครามการค้า เพราะการทำให้ภาษีเป็น “ศูนย์” ทำให้ประเทศในเขตการค้าเสรีขาดเครื่องมือในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ จึงต้องใช้มาตรการอื่นๆ ที่ “ไม่ผิดกติกา” แต่ “ขาดสปิริต” เช่น การลดค่าเงินที่อาจจะทำอย่างตรงๆ เหมือนจีนและเวียดนาม หรือจะทำอย่างอ้อมๆ เช่น QEII ของอเมริกาถ้ายังไม่ได้ผลคงต้องงัดมาตรการแปลกๆ มากีดกันทางการค้า เช่น การสนับสนุน (Subsidy) ด้านราคาและกำลังซื้อให้กับผู้ผลิตในประเทศ เป็นการสนับสนุน
“การทุ่มตลาด” เพื่อกีดกันคู่แข่งในต่างประเทศ ตลอดจนการออกมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าทำอย่างจริงใจคงไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้าทำโดยมีวาระซ่อนเร้นหรือมีอคติ คงเป็นปัจจัยชักนำให้เกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศต่างๆเหมือนการกระทำบางประการของทีมแข่งขันที่แม้ไม่ผิดกติกา แต่ถ้าไม่มีน้ำใจนักกีฬา ก็อาจยั่วยุให้เกิดเหตุวุ่นวายได้







