posttoday
ฮัทช์ ล้มดีล กสท.

ฮัทช์ ล้มดีล กสท.

16 พฤศจิกายน 2553

ฮัทช์ ล้มดีล กสทฯ  เมินขาย 4,000 ล้านบาท  เล็งเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่เอชพเอสพีเอ เปิดทางเอกชนเช่าใช้แทน

ฮัทช์ ล้มดีล กสทฯ  เมินขาย 4,000 ล้านบาท  เล็งเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่เอชพเอสพีเอ เปิดทางเอกชนเช่าใช้แทน

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท. โทรคมนาคม เปิดเผยว่า ทางฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทแม่ของ ฮทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือ ฮัทช์ ได้ปฏิเสธที่จะขายฮัทช์ให้กับ  กสท.ในราคา 4,000 ล้านบาท  ซึ่งเป็นราคาที่นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  ต้องการ  แต่ทางฮัทช์ยืนยันขายในราคาเดิมที่เคยตกลงกันไว้ที่ 7,200 ล้านบาท

ทั้งนี้  เมื่อไม่ได้ราคาตามที่รมว.ไอซีทีต้องการ  กสท.จึงต้องยุติดีลนี้ถาวรซึ่งแผนต่อจากนี้เบื้องต้นมี 2 แนวทาง  คือ กสท. จะต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีจากซีดีเอ็มเอมาเป็น 3 จี บนคลื่นความถี่  850 เกมะเฮิร์ตซ  หรือ เอชเอสพีเอ และจะใช้รูปแบบการใช้โครงข่ายร่วมกับ บริษัท ทีโอที และ คู่สัมปทานอย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ ทรูมูฟ เป็นต้น

แนวทางนี้  ไม่ต้องกังวลเรื่องเม็ดเงิน 7,100 ล้านบาทที่ได้ลงทุนซีดีเอ็มเอ 51 จังหวัดไปแล้ว  เพราะมีเพียง 30% เท่านั้นที่เป็นตัวอุปกรณ์ ที่เหลือเป็นเสาและสถานีฐาน ที่สามารถใช้งานได้ต่อ  ดังนั้น หาก เปลี่ยนเทคโนโลยีก็จะใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้  กสทฯ จะทำหน้าที่เหมือนทีโอที คือ เปิดให้เอกชนเช่าใช้โครงข่ายเพื่อทำตลาดในรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอ และยังไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องลูกข่ายเพราะเป็นระบบที่มีการใช้งานแพร่หลาย

แนวทางที่ 2 คือ  เดินหน้าให้บริการซีดีเอ็มต่อไป โดยกสทฯ จะต้องเป็นผู้ลงทุนโครงข่ายในส่วนของ 25 จังหวัด คาดว่าจะใช้งบประมาณ 7,900 ล้านบาท ใช้เวลา 2 ปีในการติดตั้งโครงข่ายทั้งหมด

สำหรับแนวทางนี้ มีจุดอ่อน  คือ กสทฯ ไม่สามารถสร้างฐานลูกค้าแข่งขันกับผู้ให้บริการเอกชนได้ เพราะหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ  กสทช. เกิดแล้ว ในปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะสามารถเปิดประมูล  3 จีได้  และผู้ใช้ 3 จีกว่า 80% เป็นภาคกลางที่ทั้ง 3 ราย ในตลาดมีโครงข่ายอยู่แล้ว ดังนั้น กสทฯจึงไม่สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน

“ทั้ง 2 แนวทางยังอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ กสทฯเลือกจะต้องก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีแอลทีอีได้ ตั้งเป้าได้ข้อสรุปภายในเดือนหน้า  เนื่องจาก กฎหมาย พรบ.กสทช.ให้ กสทฯนำส่งรายได้หลังจากกฎหมายแล้ว 3 ปี ดังนั้น กสทฯจะต้องตัดสินใจให้เร็วขึ้น”

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ หรือ บอร์ด ได้อนุมัติให้ ดีแทคและทรูมูฟสามารถให้บริกาเอชเอสพีเอเชิงพาณิชย์ได้แล้ว แต่ให้รอการหารือเรื่องข้อกฎหมายคณะกรรมการมาตรา 22 และ 13  ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วม รหือดำเนินงานในกิจการของรัฐ  พ.ศ.2535 ซึ่งคาดว่าตจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงการอัพเกรดเทคโลยีไม่ใช่การร่วมทุนใหม่แต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ทรูมูฟจะเข้าซื้อฮัทช์นั้น ไม่เกี่ยวกับกสทฯ  เพราะเป็นการเจรจาระหว่างทรูมูฟกับบริษัทแม่ของฮัทช์ อย่างไรก็ตาม มองว่าไม่คุ้มค่า เพราะหากทรูมูฟซื้อฮัทช์ก็ต้องให้บริการซีดีเอ็มเอต่อไป ไม่เกี่ยวกับการมีสิทธิ์ในคลื่นความถี่ เพราะสัญญาฮัทช์เป็นสัญญาการทำตลาด  ซึ่งหากจะเปลี่ยนแปลงต้องผ่านการอนุมัติจากบอร์ด กสทฯ เสียก่อน และแม้จะเปลี่ยนแปลงเทคโนโลนีได้  แต่ระยะเวลบา 5 ปีที่เหลือของสัญญาทรูมูฟก็ไม่คุ้มค่า เพราะขณะนี้ฮัทชมีหนี้สะสมเกือบ 3 หมื่นล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน