
อุตฯมั่นใจปี54ต่างชาติลงทุนในไทย4หมื่นล้าน
"ชัยวุฒิ" ฟุ้งต่างชาติยังเชื่อมั่นไทยจ่อลงทุนปีหน้า4หมื่นล้านบาท ในกิจการยานยนต์ เคมีภัณฑ์ พลังงานทดแทน
"ชัยวุฒิ" ฟุ้งต่างชาติยังเชื่อมั่นไทยจ่อลงทุนปีหน้า4หมื่นล้านบาท ในกิจการยานยนต์ เคมีภัณฑ์ พลังงานทดแทน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึง ทิศทางการลงทุนไทยในปี 2554 ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจากการเดินทางไปโรดโชว์การลงทุนประเทศฝรั่งเศลและเยอรมันนี มีโอกาสได้พบปะกับบริษัทเอกชนรายใหญ่และแสดงความสนใจที่จะเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทยคิดมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในปีหน้า ในกิจการอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ พลังงานทดแทน ปิโตรเคมี เป็นต้น
ทั้งนี้ภายหลังรัฐบาลได้เข้าไปแก้ไขปัญหาโครงการลงทุนที่ถูกระงับกิจการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจากกฏหมายมาตรา 67 ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมีความมั่นใจกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยมากขึ้น โดยการลงทุนที่จะเข้ามาในปีหน้าที่ได้มีการหารือในเบื้องต้น เช่น บริษัทเคมีใหญ่อันดับ3ในเยอรมันสนใจลงทุนในไทย2 โครงการ มูลคา กว่า 5,000 ล้านบาท บริษัท คอนติเนนตัล สนใจขยายการลงทุนชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทมิชลินจะขยายการลงทุนเพื่อนำยางรถบรรทุกใช้แล้วมาหล่อดอกยางใหม่
นอกจากนี้บริษัท ไดม์เลอร์ เอจีสนใจที่จะมาเปิดสายการผลิตรถเบนซ์รุ่น เอ็มคลาสในไทย ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนสายการผลิตแห่งที่ 2 ของโลก โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดดำเนินการได้ช่วงปี2555 และบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู เอจี สนใจตั้งโรงงานผลิตรถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น เอ็กซ์2 ในไทย เนื่องจากสนใจแนวคิดในการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่จะพิจารณาเรื่องการประหยัดพลังงานและการลดมลพิษแทนการเก็บภาษีตามขนาดเครื่องยนต์ เพราะแนวโน้มรถยนต์รุ่นใหม่จะเน้นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำเช่น รถไฟฟ้า
"เงินลงทุนที่จะเข้ามา4หมื่นล้านบาท ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อบริษัท แต่จะมีไม่ต่ำกว่า 6 ราย เพราะยังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ในภาพรวมนักลงทุนต่างชาติเริ่มเชื่อมั่นนโยบายการลงทุนของไทยมากขึ้น ส่วนเป้าหมายการลงทุนในปีนี้ 5 แสนล้านบาทยอมรับว่าหนักใจแต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยในเดือนธ.ค.มีกำหนดการณ์จะไปโรดโชว์ที่จีนและสหรัฐ น่าจะมีโครงการลงทุนใหญ่เข้ามาเพิ่มเติมอีก"นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมไทยในปี 2554 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยจีดีพีภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 3.5-4.5% ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวอยู่ที่ 6-8% และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64-66% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเพราะการใช้กำลังการผลิตระดับนี้จะส่งผลให้มีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน
ส่วนปัจจัยระยะสั้นที่จะส่งผลต่อการขยายตัวในปีนี้ คือ มาตรการอัดฉีดจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังจะหมดลง ในขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทหากยังมีอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2553 ต่อเนื่องปี 2554 เนื่องจากคำสั่งซื้อเดิมได้หมดลง และผลประกอบการที่ลดลงจากรายได้ในรูปเงินบาทจะเป็นแรงกดดันให้ต้องมีการปรับตัวในด้านต้นทุนและราคา ซึ่งอาจจะกระทบต่อการผลิตและการจำหน่ายในช่วงต่อๆ ไป







