
CKPower พร้อมขายไฟฟ้า 1,220 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี สปป.ลาว ให้กับ กฟผ. ภายใน ต.ค.นี้
เปิดเผยว่า ขณะนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ออกหนังสือรับรองความพร้อมในการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) ผู้บริหารโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี สปป.ลาว เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ออกหนังสือรับรองความพร้อมในการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 7 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 1,220 เมกะวัตต์ ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังที่บริษัทฯ ได้ทยอยเดินเครื่องทดสอบระบบการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของ กฟผ. อย่างราบรื่น มีความเสถียรและมั่นคง โดยในช่วงทดสอบระบบไฟฟ้าดังกล่าวเป็นการขายไฟฟ้าราคาถูกก่อนการขายไฟเชิงพาณิชย์ และบริษัทฯ มั่นใจพร้อมส่งไฟฟ้าสะอาดสู่ประเทศไทยตามกำหนดภายในตุลาคม 2562
“โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายทดน้ำแห่งแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่างที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2555 มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 1,285 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ทั้งหมด 1,220 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 7,600 ล้านหน่วยต่อปี จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเครื่องละ 175 เมกะวัตต์ จำนวน 7 เครื่อง โดยส่งจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทยด้วยสายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ จาก สปป.ลาว เข้าทาง อ.ท่าลี่ จ.เลย และส่งให้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) จำนวน 1 เครื่อง ขนาด 60 เมกะวัตต์ ด้วยขนาดสายส่ง 115 กิโลโวลต์”
ทั้งนี้ กฟผ. ได้อนุมัติการทดสอบเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและเริ่มซื้อไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องแรกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2562 โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักทั้ง 7 เครื่องต้องผ่านการทดสอบจ่ายไฟเข้าสู่ระบบของ กฟผ. ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีสามารถทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลัก รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงของแต่ละวัน (Daily Peaking) รวมถึงสามารถทำหน้าที่รองรับสภาวะฉุกเฉินกรณีที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่บริเวณข้างเคียงเกิดขัดข้อง โรงไฟฟ้าไซยะบุรีสามารถเพิ่มกำลังผลิตชดเชยส่วนที่ขาดได้อย่างทันท่วงทีภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จึงถือเป็นข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพการจ่ายไฟในระบบของ กฟผ. โดยการทดสอบระบบพร้อมกันทั้ง 7 เครื่อง มีทั้งแบบทดสอบสมรรถนะการเดินเครื่องแยกเป็นเครื่องๆ (Individual Test) และทดสอบเดินเครื่องพร้อมกันเป็นชุด โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีสามารถเดินเครื่องแบบมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มั่นใจว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ไม่มีผลกระทบต่อท้ายน้ำ ทำให้ยังคงสภาพทางธรรมชาติตลอดเวลา ไม่ว่าจะผลิตไฟฟ้าหรือไม่ก็ตาม
นายธนวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ถือหุ้นและกลุ่มนักลงทุน นอกจากการเปิดขายไฟเชิงพาณิชย์ได้ทันตามเวลาอย่างพร้อมสมบูรณ์แล้ว แนวทางการลงทุนด้านไฟฟ้าพลังน้ำของ CKPower ยังคงคำนึงถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าที่อยู่บนความสมดุลระหว่างธุรกิจและสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก ด้วยมูลค่าการลงทุนเพื่อรักษาระบบนิเวศของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีที่สูงถึง 19,400 ล้านบาท มีการศึกษาก่อนเริ่มโครงการและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด โดยมีธรรมชาติเป็นต้นแบบและยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการดูแลสิ่งแวดล้อมต่อไป เพื่อให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเป็นมาตรฐานที่สำคัญ ว่าหากจะลงทุนผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำโขง ต้องกล้าที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันด้วย จึงจะทำให้การผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงนั้นยั่งยืน
โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีจึงมีมูลค่าลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูงเป็นประวัติการณ์ มีความทันสมัยด้วยประตูระบายตะกอนแขวนลอยและตะกอนหนักใต้น้ำ และมีเทคโนโลยีทางปลาผ่านที่ทันสมัย โดยได้มีการศึกษาพฤติกรรมของพันธุ์ปลาในลำน้ำโขงทั้งหมดอย่างต่อเนื่องจนได้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลกในขณะนี้
บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CK Power (CKP) เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ 3 ประเภท จำนวน 13 โครงการ รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้งที่ 2,167 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 2 โครงการ ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ และบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 37.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 โครงการ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ 65% ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ จำนวน 9 โครงการ โดย 7 โครงการ บริษัทฯ ถือหุ้น 100% ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 15 เมกะวัตต์ 1 โครงการ บริษัทฯ ถือหุ้น 30% ภายใต้ บริษัท เชียงรายโซล่าร์ จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์ และอีก 1 โครงการ บริษัทฯ ถือหุ้น 30% ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์







