
ญี่ปุ่นใช้นโยบายเยนอ่อนค่า ส่งผลให้ค่าบาทไทยอ่อนตาม
โพสต์ทูเดย์ – ธปท.และแบงก์ประสานเสียงเงินบาทไทยได้อานิสงค์ชะลอการแข็งค่าลง กระทั้งมีแนวโน้มอ่อนค่าลงด้วย หลังจากรมว.คลังญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบายเยนอ่อนค่าลง
โพสต์ทูเดย์ – ธปท.และแบงก์ประสานเสียงเงินบาทไทยได้อานิสงค์ชะลอการแข็งค่าลง กระทั้งมีแนวโน้มอ่อนค่าลงด้วย หลังจากรมว.คลังญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบายเยนอ่อนค่าลง
แหล่งข่าวจากสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การประกาศนโยบายจะทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง ของรมว.คลัง ประเทศญี่ปุ่น ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทและการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากนโยบายที่รมว.คลังญี่ปุ่นประกาศออกมานั้น น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นเอง ให้มีการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มานาน
และอีกอย่างรมว.คลัง ญี่ปุ่นคงต้องการแก้ไขปัญหาเงินเยนในปัจจุบันแข็งค่ามากเกินไปด้วย เพราะปีที่แล้วเยนยังอยู่ที่ระดับประมาณ 110 เยน/เหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันกระโดดขึ้นมาแข็งค่าไปถึง 89 เยน/เหรียญสหรัฐแล้ว ซึ่งเป็นอัตราที่เยนแข็งค่าในรอบหลายปีที ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งประกาศใช้นโยบายเยนอ่อนค่า เพื่อมาแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน เพราะถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตไม่ได้คงเป็นเรื่องที่น่ากังวลกว่า เนื่องจากจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป เพราะจะทำให้ไทยขายสินค้าให้ญี่ปุ่นได้น้อยลงด้วยถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ดีขึ้น
“การประกาศนโยบายดังกล่าว ไม่มีอะไรน่ากังวลสำหรับเรา เพราะเป็นนโยบายที่เขาต้องทำเพื่อเยียวยาตัวเอง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเงินบาท กลับจะดีด้วยซ้ำถ้าเยนอ่อนค่าลงเงินบาทก็จะได้ไม่ต้องแข็งค่าไปกว่าตอนนี้ เพราะยังไงเสียค่าเงินบาทก็ต้องเกาะกลุ่มกันไปในสกุลภูมิภาค แต่อานิสงค์ส่วนนี้คงไม่ได้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากนัก เพราะความจริงเยนแข็งเกินไป แต่เงินบาทไม่ได้ผิดปกติยังอยู่ระดับเดียวกับคู่แข่ง” แหล่งข่าวธปท.ระบุ
แหล่งข่าว ธปท. เปิดเผยต่อว่า หากญี่ปุ่นสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีมากขึ้นจากนโยบายเงินเยนอ่อนค่า ก็จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะต่อไปมากขึ้น เพราะถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นดีก็ย่อมมีความต้องการสินค้าและบริการจากไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลของการที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงคาดว่ากระทบต่อการส่งออกลดลงไม่มาก เพราะวัฒนธรรมการบริโภคของคนญี่ปุ่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามค่าเงิน สรุปแล้วถ้าญี่ปุ่นเติบโตดีในอนาคตไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มด้วย เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยไมได้แข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ มากนัก ทำให้ระดับราคาสินค้าของไทยยังสามารถแข่งขันได้
ด้านน.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า การประกาศดังกล่าวของรมว.คลังญี่ปุ่นน่าจะเป็นการแทรกแซงเงินเยนทางวาจา ว่าไม่ควรให้ค่าเงินเยนแข็งค่าไปเกินกว่า 95 เยน/เหรียญสหรัฐ เพราะเงินเยนค่อนข้างได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2552 ของเงินเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ รวมทั้งบาทที่แข็งค่าขึ้นจากภาวะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
ทั้งนี้ ภาวะการณ์เข้าดูแลค่าเงินเยน ของญี่ปุ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับธนาคารกลางประเทศต่างๆที่จำเป็นต้องเข้ามาเบรกการแข็งค่าของเงินตัวเอง เพราะหากปล่อยให้เงินเยน หรือเงินสกุลอื่นๆแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการส่งออกของ รวมทั้งค่าเงินของประเทศนั้นๆมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ รมว.ญี่ปุ่นจะแสดงท่าทีดังกล่าว
“ส่วนผลต่อการแสดงท่าทีดังกล่าวของรมว.ญี่ปุ่น คงไม่มีผลต่อเศรษฐกิจและเงินบาทของไทยโดยตรง แต่คงมีผลในทางจิตวิทยาบ้าง เพราะถ้าญี่ปุ่นแทรกแซงเงินเยนให้อ่อนลง อาจจะทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทของไทยชะลอการแข็งค่าลงมาบ้าง ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นด้านดี และคงมีผลต่อนักค้าเงินในตลาดด้วย เพราะตลาดเริ่มมองว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งต้องมาแทรกแซงค่าเงินตัวเอง จากการที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า จนเป็นภาระการแทรกแซงให้ธนาคารกลางทุกประเทศ อาจจะต้องมีการหันมาพูดคุยกันในเวทีโลกต่อนโยบายของสหรัฐฯ” น.ส.อุสรากล่าว
สำหรับวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ถึงอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลในภูมิภาค โดยปิดตลาดที่ระดับ 33.15-33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เปิดตลาดในช่วงเช้าที่ระดับ 33.10-33.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ







