posttoday
ค้าปลีกปรับตัว รับของแพง ปัจจัยลบตรึม

ค้าปลีกปรับตัว รับของแพง ปัจจัยลบตรึม

15 พฤศจิกายน 2553

แนวโน้มราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากต้นทุนเป็นตัวผลัก (Cost Push) ตามผลกระทบของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง (Quantitative Easing : QE2) ของสหรัฐ วงเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะเริ่มโปรยเงินสิ้นไตรมาส 2 ของปี 2554 เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินไหลไปหาผลตอบแทนที่มากขึ้นจากที่ต่างๆ เช่น ตลาดหุ้นตลาดเงิน พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ พืชผลการเกษตร ที่สำคัญคือน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนผลิตต้นทุนการเงินของสินค้าหรือบริการ ให้ต้องปรับเพิ่มราคาสินค้า

ทิศทางราคาสินค้าบริการที่สูงขึ้น ผสมกับปัจจัยลบภัยน้ำท่วม ค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐที่แข็งขึ้น รวมทั้งการเมืองที่คุกรุ่นพร้อมระเบิดได้ทุกเวลา ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับตัวอีกครั้ง เพื่อรับมือสินค้าที่แพงขึ้น ขณะบรรยากาศซื้อคาดว่าจะแย่ยาวถึงปีหน้า

สาธิมา ทานาเบ้ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าเกษร กล่าวว่า บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ผนึกพันธมิตร โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) เพื่อจัดกิจกรรมร่วมกันกระตุ้นบรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้าในย่านดังกล่าว หากกลุ่มโรงแรมในย่านดังกล่าวมียอดจองที่พักเต็ม ก็ส่งผลดีกับกลุ่มค้าปลีกในย่านนี้ด้วย

“ปีหน้าบริษัทจะใช้กลยุทธ์การจัดอีเวนต์ที่เน้นความแปลกใหม่ให้แก่ลูกค้ามากที่สุด การจัดกิจกรรมซีอาร์เอ็มกับกลุ่มลูกค้าไดมอนด์ที่มีจำนวน 500 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดใช้จ่ายในห้างสูงสุด 500 คนแรก โดยใช้จ่ายต่อครั้งหลายล้านบาท และจะเพิ่มจำนวนลูกค้าไดมอนด์ให้ได้ 1,000 คน พร้อมกับยึดรูปแบบการเป็นห้างระดับลักชัวรีที่มีบริการและสินค้าที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยปัจจุบันศูนย์การค้าเกษรมีฐานลูกค้าสมาชิกมากกว่า 1.5 หมื่นคน” สาธิมา กล่าว

หลังบริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ทำให้ยอดลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าลดลง โดยเฉพาะลูกค้าหลักกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลุ่มผู้มีชื่อเสียง (เซเลบริตี) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเดินทางออกไปจับจ่ายซื้อสินค้าในต่างประเทศมากขึ้น ส่วนลูกค้าต่างชาติยังไม่เดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในอัตราปกติ หลังเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้จากปัญหาภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทมองเป็นภาพรวมว่ากระทบยังกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่เป็นเจ้าของกิจการทั้ง กิจการโรงสีข้าว และเจ้าของกิจการพืชผลการเกษตรหลายรายได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้รายได้ลดลง และเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าในศูนย์ฯลดลงไปด้วย ปัจจุบันแบ่งสัดส่วนลูกค้าเป็นคนไทย 70% และต่างชาติ 30% จากเดิมลูกค้าคนไทยมีสัดส่วน 60% และต่างชาติ 40%

เช่นเดียวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่แม้ว่าในรอบปี 2553 จะมีหลายปัจจัยลบเข้ามากระทบส่งผลให้ไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่วางไว้ ทั้งการเลื่อนปิดปรับปรุงศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ไปเป็นต้นเดือน ก.พ.ปีหน้าแทน หรือการปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปนานร่วมเกือบ 5 เดือนที่ผ่านมา จากการจลาจลกลางเมืองเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ย่อมกระทบจำนวนผู้ใช้บริการในศูนย์วูบไปด้วย

ส่งผลให้การเปิดให้บริการอีกครั้งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ช่วงปลายปี 2553 นี้ จำเป็นต้องโหมแคมเปญการตลาด ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กล่าวว่า เตรียมงบกว่า 200 ล้านบาท สำหรับจัดกิจกรรรมการตลาดไม่ต่ำกว่า 200 อีเวนต์ ตลอดช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2553

พร้อมใช้กลยุทธ์การตลาดเฉลิมฉลอง (เซเลเบรชัน มาร์เก็ตติง) เพื่อสร้างบรรยากาศการจับจ่ายภายในศูนย์ให้คึกคักในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่จะยังต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2554 พร้อมสร้างความแตกต่างของการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล เพื่อรองรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่แตกต่างกันออกไป โดยใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลายเป็นหลัก

เช่นเดียวกับศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผู้บริหารศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมตลาดของบริษัท จะยังมุ่งให้ความสำคัญกับพันธมิตรมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดที่หลากหลายและตรงกับความต้องการลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของศูนย์การค้าในเครือเดอะมอลล์ที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะการทำตลาดแบบเซ็กเมนเตชันกับกลุ่มเป้าหมายหลักคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ในเจเนอเรชัน X, Y, Z และกลุ่มครอบครัว ซึ่งในปีหน้าบริษัทจะยังใช้กลยุทธ์การจัดกิจกรรมแบบเชิงรุกมากขึ้น

ขณะที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อตั้งรับจากปัจจัยลบนอกเหนือการควบคุม แผนส่วนหนึ่งคือใช้งบกว่า 25 ล้านบาท ผุดโซนแฟชั่น “ไอดีวัน” เพื่อจับกำลังซื้อในประเทศ ทดแทนกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย รุ่งยศ จันทภาษา รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า บริษัท อัมรินทร์ ราชประสงค์ กล่าวว่า เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่บริเวณศูนย์ชั้น 1 บนพื้นที่กว่า 1,700 ตร.ม. ภายใต้ชื่อ “ไอดีวัน” ซึ่งเป็นโซนให้บริการเน้นสินค้าในกลุ่มแฟชั่น เครื่องประดับ หมวก รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆ อีก 5% เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนทำงาน หรือกลุ่มกำลังซื้อในประเทศไทยเป็นหลัก

ทั้งนี้ เป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อหันมามุ่งให้ความสำคัญกับกำลังซื้อในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ศูนย์ดำเนินการมาโดยตลอด หลังจากเกิดการชุมนุมทางการเมือง โดยปัจจุบันลูกค้าไทยเพิ่มสัดส่วนเป็น 80% จากเดิมอยู่ที่ 70% ส่วนลูกค้าต่างชาติลดลงเหลือ 20% จากเดิมอยู่ที่ 30% พร้อมเตรียมแผนจัดกิจกรรมแกรนด์ เซลส์ สินค้าแบรนด์เนมและสินค้าไทยอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 อีเวนต์ต่อปี เพื่อช่วยดึงคนเข้าศูนย์ไม่ต่ำกว่า 20% จากปกติที่จะมีคนเข้ามาใช้บริการศูนย์ประมาณ 2.5 หมื่นคนต่อปี

รวมถึงศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ ที่ล่าสุดใช้งบกว่า 320 ล้านบาท ดำเนินการปรับโฉมศูนย์การค้าริมน้ำครั้งแรกในรอบ 23 ปี ปรับสัดส่วนเพิ่มไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ดูดลูกค้าคนไทยเพิ่มเช่นกันด้าน ธรรมสถิตย์ แจ่มศรี ผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ กล่าวว่าศูนย์การค้า ริเวอร์ซิตี้ ได้ปรับโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด “The Picturesque Shopping Experience” เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้ที่มาสัมผัสริเวอร์ซิตี้ ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์” โดยจะมีสัดส่วนร้านค้ามากขึ้นเป็น 60% จาก 40% พร้อมลดสัดส่วนร้านค้ากลุ่มโบราณวัตถุเหลือ40% จากเดิม 60% เพื่อเพิ่มกลุ่มลูกค้าคนไทยแทนจากสัดส่วนเดิมเพียง 10% ให้เพิ่มเป็น 40% และนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น60% จากเดิม 90% ซึ่งนับว่าเป็นการปรับโมเดลบิสซิเนสใหม่ครั้งแรกในรอบ 23 ปี

ความผันผวนจากปัญหาเศรษฐกิจเงินบาทแข็งค่าหรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่อยู่เหนือการควบคุม ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกในฐานะที่เป็นช่องทางขายสินค้าบริการหลัก จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปรับแผนเพื่อตั้งรับเศรษฐกิจในปีหน้า ที่ทุกฝ่ายล้วนพุ่งไปสู่การปรับโฉมศูนย์ฯพร้อมเพิ่มกิจกรรม นัยเพื่อดูดกำลังซื้อในประเทศมากขึ้นทดแทนจากต่างชาติ......

ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวค้าขายยุคแนวโน้มของแพง หากปี 2554 เกิดความผันผวนมากเหมือนที่หลายฝ่ายคาด เชื่อว่าค้าปลีกคงต้องฮึดปฏิวัติครั้งใหญ่มากกว่านี้แน่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ