
เสนอกอน.เพิ่มเงินกู้ชดเชยราคาอ้อย
เสนอกอน.พิจารณาเงินกู้ชดเชยเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นปี 53-54 จำนวน 7,000 ล้านบาทให้ชาวไร่เพื่อให้ได้ราคาอ้อยที่ 1,050 บาท/ตัน
เสนอกอน.พิจารณาเงินกู้ชดเชยเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นปี 53-54 จำนวน 7,000 ล้านบาทให้ชาวไร่เพื่อให้ได้ราคาอ้อยที่ 1,050 บาท/ตัน
นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย (กบ.) ว่าที่ประชุมได้กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2553/2554 ที่ 945 บาท/ตัน โดยจะเสนอรัฐบาลให้จัดหาเงินกู้มาสนับสนุนเพิ่มราคาอ้อยให้กับชาวไร่อีก 105 บาท/ตัน เมื่อคำนวณจากผลผลิตอ้อยที่ 65.69 ล้านตัน จะต้องใช้เงินประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ราคาอ้อยขั้นต้นที่ชาวไร่ได้รับอยู่ที่ 1,050 บาท/ตัน
ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวมาจากการรับฟังความเห็นของชาวไร่อ้อย ซึ่งสาเหตุที่ต้องเพิ่มราคาอ้อยจากที่คำนวณไว้ที่ 945 บาท/ตัน นั้น เพราะราคาดังกล่าวชาวไร่จะไม่ได้ประโยชน์ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตจริง ประกอบกับราคาอ้อยปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนที่ได้ 965 บาท/ตัน ในขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อ้างอิงอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ค่าอ้อยหายไปจากปกติ
อย่างไรก็ตามจะนำรายละเอียดของราคาอ้อยขั้นต้นฯเสนอที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ในวันที่ 16 พ.ย. นี้ เพื่อพิจารณาต่อไป โดยเฉพาะการจัดหาเงินกู้เพื่อมาเพิ่มราคาอ้อยให้กับชาวไร่ ซึ่งเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลที่จัดหามาจากแหล่งใด
“เงินกู้7,000 ล้านบาท เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะไปพิจารณาว่าจะนำมาจากที่ไหน แต่จะไม่ใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เนื่องจากยังมีภาระหนี้ค้างอยู่ประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท ซึ่งการเพิ่มราคาอ้อยครั้งนี้ เพื่อต้องการช่วยเหลือชาวไร่เพราะราคาที่เคาะออกมาจะไม่ได้ประโยชน์และไม่คุ้มต้นทุนการผลิตจึงจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อทำให้ราคาอ้อยสูงกว่าที่ประกาศไว้” นายพงษ์เทพกล่าว
ปัจจุบันกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีภาระหนี้อยู่ 8,439 ล้านบาท แยกเป็นภาระหนี้ 4,062 ล้านบาท อยู่ในแผนชำระหนี้จากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย5บาท/ก.ก. เข้ากองทุนฯ มีกำหนดจะชำระหนี้ได้หมดในเดือนก.พ. 2554 ส่วนหนี้อีก 4,277 ล้านบาทตามแผนการชำระหนี้เป็นหนี้ระยะยาว 12 ปีซึ่งยังเหลือเวลาชำระอีกถึง 9 ปี โดยทั้งหมดเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ส่วนภายหลังหนี้ก้อนแรกหมดจะมีโอกาสปรับลดราคาน้ำตาลได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของนโยบาย ซึ่งจะพิจารณาอีกครั้งในปีหน้า







