
เอ็มเอฟซี เปิดวิสัยทัศน์เน้นกลยุทธ์เชิงรุก มุ่งขยายฐานลูกค้าอาเซียน
ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารปี 62 ที่ 5.43 แสนล้านบาท โต 17.2 % คงเป้าหุ้นไทยปีนี้ 1,750 จุด
ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารปี 62 ที่ 5.43 แสนล้านบาท โต 17.2 % คงเป้าหุ้นไทยปีนี้ 1,750 จุด
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี ภายใต้การนำของ "เดนนิส ลิม" กรรมการผู้จัดการ อดีตผู้บริหารมือดีจาก"เทมเพิลตัน" ซึ่งเป็นบลจ.ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ประกาศเดินหน้ารุกเต็มพิกัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ค.62 ได้นำทัพผู้บริหารแถลงผลงานครึ่งปีแรก พร้อมวางโรดแมปการดำเนินธุรกิจในระยะ 3 ปีข้างหน้า เอยูเอ็ม เติบโตเฉลี่ย 15 % ต่อปี
สำหรับครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย. 62) เอ็มเอฟซี มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (เอยูเอ็ม) 480,991 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 295,553 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 164,071 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 21,367 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 7 ของอุตสาหกรรม
ในปี 2561 ที่ผ่านมา เอ็มเอฟซี มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ 463,199 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 282,745 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 152,443 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 28,011 ล้านบาท
เดนนิส ลิม กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเอยูเอ็มโดยรวมเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปีในช่วง 3 ปี (ปี 2562-2564) จากปีนี้ตั้งเป้าเอยูเอ็ม ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ 543,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 480,991 ล้านบาท
กลยุทธ์การเติบโต จะเน้นขยายกองทุนที่สามารถต่อยอด หรือสร้างผลตอบแทนที่เติบโตดีให้นักลงทุนมากขึ้น และไม่ต่อยอดกองทุนที่ไม่เติบโต จากปัจจุบันบริษัทมีกองทุนทั้งหมดประมาณ 260 กอง
"ในช่วง 3 ปีนี้จะผลักดันกองทุนประมาณ 10 กอง เอยูเอ็มแตะ 10,000 ล้านบาทต่อกองทุน โดยเน้นช่องทางการขายทั้งธนาคารออมสินที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในปัจจุบัน และมีสาขาทั่วประเทศ1,600 สาขา รวมไปถึงเจ้าหน้าที่วางแผนการลงทุนของบริษัท (IP) พนักงานขาย (โบรกเกอร์) นอกจากนี้ จะเพิ่มช่องทางการให้บริการลูกค้าเพิ่มเติม คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลภายในปีนี้ เพื่อที่จะเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อและขายกองทุน" เดนนิส ลิม กล่าว
พร้อมกันนี้ เอ็มเอฟซี อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกองทุนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการเปิดบริษัทใหม่ชื่อ MFC Asset Management Singapore โดยใช้งบลงทุนหลัก 10 ล้านบาท คาดว่าเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ เพื่อขยายลูกค้าในกลุ่มอาเซียน ทั้งสถาบัน และนักลงทุนประเภทบุคคลผู้มีเงินลงทุนสูง ( High Net Worth ) ซึ่งเบื้องต้นใน 12 เดือนแรก บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในสิงคโปร์ราว 2,000 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2564 จะสูงขึ้นแตะระดับ 60,000 ล้านบาท
ด้าน"สุเมธา ลิ่วเฉลิมวงศ์ " รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในปีนี้ว่า บริษัทยังคงเป้าหมายไว้ที่ 1,750 จุด
"โดยภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงผันผวน รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อที่จะประคองเศรษฐกิจ โดยการใช้มาตรการกระตุ้นทั้งการเงินและการคลัง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกแค่ชะลอตัวลงแต่ไม่ถึงกับภาวะถดถอย" สุเมธา กล่าว
สำหรับกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2562 คาดว่าเติบโตเพียง 7-8 % ชะลอตัวลงเมื่อเทียบปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งขยายตัวในอัตรา 10% ขึ้นไป หุ้นแนะนำลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มการท่องเที่ยว การบริโภค และกลุ่มพลังงาน หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ราคาหุ้นถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถเข้าลงทุนได้
เอ็มเอฟซี มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ครึ่งปีหลังชะลอตัวลงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนรวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาเบร็กซิต และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ )ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปี 2562 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3 %
สำหรับเศรษฐกิจไทย เอ็มเอฟซี คาดว่าปี 2562 จะขยายตัวระหว่าง 3.1-3.5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำในช่วง 0.6-1.0 % และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเป็นระดับที่ผ่อนคลายเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อดูแลความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม
การลงทุนในตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยเดิมที่ไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งแรกของปี ดังนั้นคาดว่าสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศเกิดใหม่
รวมถึงตลาดหุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบแบบขาขึ้น แต่อาจมีความผันผวน โดยปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นโลก ได้แก่ การที่รัฐบาล ในแต่ละประเทศมีแนวโน้มประคองเศรษฐกิจโดยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกเพียงแค่ชะลอตัวลงและไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครึ่งปีหลังนี้
ผู้บริหารเอ็มเอฟซี มองว่า แนวโน้มการลงทุนของช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องเฝ้าระวังและติดตามประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่คาดว่าจะเข้ามามีผลกระทบเป็นระยะ ๆ และปัจจัยเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในอัตราชะลอลง เริ่มจากประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น
ด้านตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก และการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกอยู่ระดับต่ำ ประกอบกับความเสี่ยงสงครามการค้า ส่งผลให้มีความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งคาดว่า เส้นอัตราผลตอบแทน (ยิลด์)ของพันธบัตรสหรัฐจะทรงตัวหรือปรับตัวลง ทำให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นได้
"ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกรวมทั้งตลาดไทยในครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้นได้หากธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศไทย ลดดอกเบี้ยนโยบายน้อยกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่ลดดอกเบี้ยเลยในครึ่งปีหลังของปี 2562 ประกอบกับเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ไทยเนื่องจากแบงก์ชาติ ออกประกาศมาตรการสกัดกั้นการเก็งค่าเงินบาทที่รุนแรง " ผู้บริหารเอ็มเอฟซี กล่าว







