posttoday
ระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นเดือนพ.ย.

ระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นเดือนพ.ย.

12 พฤศจิกายน 2553

...เจียรนัย อุตะมะ

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยังคงมีมุมมองปกติจนถึงลบ สำหรับการลงทุนหุ้นในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ระดับ 9301,050 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ชะลอตัวลง

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. 2553 บล.กิมเอ็ง คาดว่า ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนมากยิ่งขึ้น แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ผลักดันให้การลงทุนในตลาดทุนภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งตลาดทุนไทยคึกคักจะเริ่มชะลอตัว แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะใช้มาตรการด้านการเงินเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอาจส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงก็ตาม แต่ปฏิกิริยาที่ชัดเจนของธนาคารกลางและรัฐบาลของหลายประเทศ รวมทั้งไทยที่จะเข้าดูแลและแทรกแซงค่าเงินไม่ให้แข็งค่าและผันผวนมากเกินไป จะทำให้ปริมาณเงินทุนไหลเข้าเริ่มชะลอตัวและระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น

นอกจากนี้ ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตร (Earnings Yield Spread) ที่แคบลงมาอยู่ในระดับ 34% (ระดับปกติอยู่ที่ 5%) แสดงให้เห็นว่าระดับราคาหุ้นในขณะนี้ ซึ่งซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) ล่วงหน้า 1213 เท่า มีอัตราผลตอบแทนต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risks Adjusted Return) จะทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรจากสถาบันการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากสภาพคล่องในตลาดที่ทรงตัวในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยให้นักลงทุนทั่วไปยังคงอยู่ในตลาดต่อไป โดยนักลงทุนจะหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Medium & Small Cap Stocks) ที่มีปัจจัยด้านพื้นฐานเกี่ยวกับผลประกอบการสนับสนุน (แต่ราคาวัดจาก Projected PER และราคาตามมูลค่าบัญชี

(PBV) ก็สูงมากแล้วเช่นกัน) หุ้นในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มหลักที่มีการซื้อขายในช่วงเดือน พ.ย. 2553 อย่างคึกคัก

MSCI ดีต่อหุ้นไทย

สำหรับในเดือนนี้ (30 พ.ย.) MSCI จะมีการปรับปรุงดัชนีมาตรฐาน ซึ่งตลาดหุ้นไทยรวมอยู่ใน MSCI Far East Ex Japan

ล่าสุด MSCI ประกาศทบทวนน้ำหนักรายไตรมาส (พ.ย. 2553) และการเปลี่ยนแปลงจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.เป็นต้นไป โดยน้ำหนักการลงทุนของตลาดหุ้นเอเชียในตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพิ่มขึ้นเป็น 58.21% จาก 58.11% จากน้ำหนักตลาดหุ้นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 0.02% เป็น 1.76% เพราะมี 2 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เพิ่มเข้ามาคำนวณ (รอบนี้ไม่มีหุ้นถูกถอด)

หุ้นที่ถูกเพิ่มเข้ามา ได้แก่ บริษัท อินโดรามาเวนเจอร์ส (IVL) และบริษัท การบินไทย (THAI)

บล.พัฒนสิน พบว่าน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยใน Asia EMF (ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.74% เป็น 1.76% จากการเพิ่มหุ้นเข้าคำนวณ MSCI Thailand จำนวน 2 บจ. ได้แก่ THAI IVL

ส่วนน้ำหนักตลาดหุ้นภูมิภาค จีนและอินเดีย มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นสูงสุด 0.26% และ 0.06% ตามลำดับ ทำให้น้ำหนักตลาดหุ้นเอเชียใน EMF เพิ่มขึ้นเป็น 58.24% จาก 58.11%

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คาดว่าจะมีผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย จากการปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติ ให้สอดคล้องกับการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงน้ำหนักลงทุน ให้สอดคล้องกับ MSCI Thailand ก่อนจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 30 พ.ย.นี้

สำหรับหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย ที่มีการเพิ่ม FIF (Foreign inclusion factor/Free Float) ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และบริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC)

ส่วน บจ.ที่มีการลดน้ำหนัก FIF ได้แก่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และบริษัท บ้านปู (BANPU) ทั้งนี้หลักทรัพย์ที่ถูกปรับ FIF ขึ้น คาดว่าจะมีผลบวกต่อราคาหุ้นระยะสั้น จากการเพิ่มจำนวนหุ้นในครบตามน้ำหนักที่ปรับขึ้น ตรงข้ามหลักหลักทรัพย์ที่ถูกปรับ FIF ลงรอบนี้ อาจจะมีผลกระทบด้านลบระยะสั้น

ต.ค.คึกคัก

สำหรับภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง ดัชนีปรับตัวขึ้นสูงสุดในระหว่างชั่วโมงทำการที่ระดับ 1,001.06 จุด (26/10/2553) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถปิดปรับตัวผ่านแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,000 จุด ไปได้โดยนักลงทุนทั่วไปและสถาบันในประเทศยังคงเทขายเพื่อทำกำไร ปัจจัยที่ชี้นำการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าของรัฐบาล โดยการยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีรายได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ จากการลงทุนในตราสารหนี้ และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไว้ที่ระดับ 1.75%

ผลการดำเนินงานสิ้นสุดไตรมาส 3/2553 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดหมายของธนาคารกลางจีน และความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ตามการรายงานเครื่องชี้วิเคราะห์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

โดยสรุปดัชนีปิด ณ วันที่ 27 ต.ค. 2553 ที่ระดับ 983.96 จุด เพิ่มขึ้นมาเมื่อเทียบกับวันทำการสุดท้ายของเดือน ก.ย. 2553 ที่ 8.66 จุด (+0.9%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 34,468.25 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิ 15,890.36 ล้านบาท และเมื่อนับตั้งแต่เดือน ม.ค.วันที่ 27 ต.ค. 2553 พบว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิรวม 57,469.88 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ