
แบงก์รัฐไม่ถอย
ธอส.ออมสินเมินฟองสบู่บ้าน ธปท.การันตีเงินลงทุนยังปกติ
โพสต์ทูเดย์
— สองธนาคารรัฐประสานเสียงลุยสินเชื่อบ้านต่อ ยันไม่เกี่ยวภาวะฟองสบู่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ลูกค้า ธอส.ส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อเก็งกำไร เพราะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจริงๆ
ประกอบกับภาวะฟองสบู่เมื่อปี 2540 ทำให้สถาบันการเงินมีมาตรการในการป้องกันการปล่อยสินเชื่อ เช่น การตรวจสอบข้อมูลลูกหนี้ผ่านระบบเครดิตบูโรก่อน
“
อย่าเอาความรู้สึกมาวัดเรื่องฟองสบู่ เพราะข้อมูลตอนนี้พบว่าราคาที่อยู่อาศัยไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าสงสัย แต่เป็นการปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่องตามราคาตลาด ถือว่ายังไม่ผิดปกติหรือเป็นฟองสบู่” นายขรรค์ กล่าวสำหรับยอดสินเชื่อ ธอส. เดือน ต.ค. มีกว่า 8,000 ล้านบาท รวม 10 เดือน มียอดรวมกว่า 7.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้จะปล่อยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9 หมื่นล้านบาท แม้ว่ายอดสินเชื่อปกติอาจจะปล่อยกู้ได้น้อยกว่าปกติ เนื่องจากลูกค้าอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง แต่เชื่อว่าจะมียอดสินเชื่อปล่อยกู้เพื่อซ่อมแซมบ้านเข้ามาเสริมทำให้ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อตามเป้าหมายได้
ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเน้นการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกให้กับลูกค้า เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทที่ทำข้อตกลงกับธนาคารเท่านั้น โดยจะไม่ปล่อยกู้เพื่อซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัด
สำหรับยอดปล่อยกู้สินเชื่อเคหะของธนาคารเฉลี่ยอยู่ที่ 400500 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างประมาณ 1.4 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ระดับ 67%
“
นโยบายของธนาคารจะปล่อยกู้เฉพาะบ้านหลังแรก โดยจะไม่ปล่อยกู้เพื่อซื้อบ้านหลังที่2” นายเลอศักดิ์กล่าวนอกจากนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าเป็นสถาบันการเงินที่สนับสนุนเรื่องที่อยู่อาศัย เพิ่มเติมจาก ธอส. ซึ่งมีสาขาเพียง 90 แห่ง ส่วนธนาคารออมสินมี 650 แห่ง และสาขาย่อยอีก 200 แห่ง สามารถรองรับความต้องการพื้นที่ที่ ธอส.เข้าไม่ถึงได้
เป็นสถาบันการเงินหลักที่ปล่อยกู้เพื่อที่อยู่อาศัย แต่เนื่องจากธอส. มีสาขา 90 แห่ง ขณะที่ธนาคารมีสาขากว่า 650 สาขา และมีสาขาย่อยอีก 200 แห่ง จึงน่าจะช่วยรองรับความต้องการสินเชื่อของประชาชนในพื้นที่ ธอส. เข้าไปไม่ถึงได้นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไม่น่าเป็นห่วง เท่าที่ดูข้อมูลตัวเลขก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ส่วนใหญ่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบางส่วนก็เข้าตลาดพันธบัตร
“
นักลงทุนเลือกลงทุนได้หลายช่องทาง ทำให้ในภาวะเช่นนี้ ธปท.ยังต้องติดตามดูการโยกเงินลงทุนภายในประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป หากมีปัญหาจะได้ติดตามแก้ไขได้” นายเมธี กล่าวส่วนการประกาศตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯจะมีผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าติดตามควบคู่กับการติดตามดูข้อมูลอื่นๆด้วย
รายงานข้อมูลภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3 ของปี 2553 พบว่า ยอดสินเชื่อคงค้างส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมี 1.063 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนใกล้เคียงกับไตรมาส 2 ที่มียอดคงค้าง 1.051 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2%
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 4 ธนาคารใหญ่ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.14% จากไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.86% เพิ่มเป็น 6% สอดคล้องกับดัชนีราคาบ้านที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินเพิ่มขึ้น 2.2เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทาวเฮ้าส์พร้อมที่ดินเพิ่มขึ้น 1.1% และราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 2.1%
ยอดคงค้างสินเชื่อผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ที่มี 3.59 แสนล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 3.72 แสนล้านบาท ลดลง 10.8% แต่ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเดือน ก.ย.ปีนี้ มีจำนวนมากถึง 1.26 หมื่นยูนิตเพิ่มขึ้น 140.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากเดือน ส.ค. ที่มีเพียง 7,811 ยูนิต เพิ่มขึ้น 58.2%
แต่หากดูโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลรายไตรมาส ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มากนัก จาก 1.84 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 78.7% เป็น 2.85 หมื่นยูนิตหรือเพิ่มขึ้น 98.9% ซึ่งเทียบไตรมาสต่อไตรมาสถือว่าขยายตัวไม่มาก สำหรับพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 3.44 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้ามี 2.82 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้น 18.2%สอดคล้องกับปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ไตรมาส 3 มีจำนวน 6.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 3.5% ชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามียอดจำหน่าย 7.44 ล้านตัน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 17% สรุปจากข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนได้ว่าภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตมากเพียงบางจุด และเป็นสาเหตุที่ทำให้ธปท.ยังไม่ห่วงภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์มากถึงขั้นต้องออกเกณฑ์ในการกำกับการปล่อยกู้







