
5C : ข้อคิดสำหรับธุรกิจครอบครัวไทย
.....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ผู้เขียนคิดว่า บทความกรณีศึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างบริษัทธุรกิจครอบครัวและบทความที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ ครอบครัวกับกฎหมายต่างๆ ที่ผู้เขียนได้เขียนมาเป็นลำดับ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการรวมเล่มเพื่อจัดพิมพ์นั้น ความสนใจในเรื่องนี้ได้มีมากขึ้นเป็นลำดับ จากการที่ผู้เขียนได้ประเดิมไปบรรยายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธนาคารกสิกรไทย และสถาบันพัฒนาธุรกิจครอบครัว ในหัวข้อ กฎหมายกับธุรกิจครอบครัว การรวบรวมและปรับปรุงเป็นหนังสือจึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องดำเนินการ และคาดว่าจะพิมพ์เสร็จสิ้นภายในปี 2553 นี้ จึงขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดติดตาม ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังพิจารณาอยู่
การที่ผู้ประกอบธุรกิจครอบครัวมีความประสงค์ที่จะให้ธุรกิจครอบครัวมีความยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อจะหลีกเลี่ยงคำสาปที่ว่า
“ธุรกิจครอบครัวจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 ชั่วคน” นั้น มีประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนหลายเรื่อง ซึ่งผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวต้องล่มสลายหรือไม่สามารถเติบโตจากรุ่นสู่รุ่นได้ อาจจะสรุปได้เป็นหลัก 5C เป็นข้อคิดเพื่อจำง่ายๆ ที่ผู้เขียนจะกล่าวสรุปต่อไปว่า ถ้าหากการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวเป็นไปตามหลัก 5C ที่ว่านี้ ความเป็นไปได้ของธุรกิจครอบครัวที่จะสืบต่อหรือการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเกิน 3 รุ่นนั้น ก็ย่อมจะเป็นไปได้ เพราะถือว่าปัจจัยภายในที่ควบคุมได้ปัจจุบันนี้ไม่มีธุรกิจครอบครัวใดที่จะสามารถยั่งยืนได้จากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีปัจจัยภายนอกมาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเมือง การปกครอง และความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายด้านการค้าหรือการลงทุนอันจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับธุรกิจครอบครัว
ปัจจัยภายนอกเหล่านี้อาจอยู่นอกเหนือการควบคุมหรือการคาดการณ์ของธุรกิจครอบครัวได้ จึงขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารของธุรกิจครอบครัวหรือสมาชิกของธุรกิจครอบครัวนั้นจะสามารถมองไปข้างหน้าและป้องกันหรือปรับเปลี่ยนการบริหารและรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัยและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกดังกล่าวได้ทันเหตุการณ์หรือไม่ เช่น กรณีที่ผู้เขียนเคยพูดถึงเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายการค้า การลงทุน การเปิดเสรีของประชาคมอาเซียน การควบรวมกิจการของธุรกิจครอบครัวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายธุรกิจครอบครัวไทยอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ดี ส่วนปัจจัยที่อาจจะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ของผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัวและขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการดำเนินการของผู้ประกอบการเองต่างๆ นั้น
ผู้เขียนเชื่อว่าข้อคิดต่อไปนี้จะสามารถสร้างความเข้มแข็งและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจครอบครัวไทยได้ ผู้เขียนมีความประสงค์อย่างยิ่งที่ต้องการให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จึงอยากจะนำข้อคิด 5C ที่ผู้เขียนมักจะนำมาเป็นข้อสรุปในเวลาที่ผู้เขียนบรรยายทุกครั้งว่า การให้ธุรกิจไทยจะได้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบธุรกิจครอบครัวขึ้นอยู่กับ 5C หลักๆ คือ
1.C ตัวแรกคือ Corporate Structure ซึ่งหมายถึงการจัดโครงสร้างของบริษัทธุรกิจครอบครัว เช่น การจัดโครงสร้างของธุรกิจครอบครัวว่าควรจะจัดโครงสร้างเช่นไร มีกี่บริษัทดี และโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวควรจะเป็นอย่างไร
ผู้เขียนได้เคยเสนอว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทธุรกิจครอบครัวจะต้องมีการจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัวให้มีลักษณะเป็นบริษัทโฮลดิ้งเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายให้น้อยที่สุด และการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งและบริษัทประกอบการก็มีความสำคัญ โดยต้องมีเอกสารทางกฎหมายระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัท สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น การจัดองค์ประกอบของคณะกรรมการ การประชุมผู้ถือหุ้น
ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านได้กลับไปทบทวนเรื่องของโครงสร้างของบริษัทโฮลดิ้งของบริษัทว่าโครงสร้างควรมีลักษณะเช่นไร องค์ประกอบกรรมการเรื่องใดที่จะต้องมีการตัดสินโดยผ่านคณะกรรมการหรือผู้ถือหุ้น เพราะถ้าหากไม่มีการจัดโครงสร้างผิดและไม่บริหารความเสี่ยงทางกฎหมายที่ดีแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ธุรกิจครอบครัวล่มสลาย เช่น หากธุรกิจครอบครัวไม่สามารถแยกธุรกิจออกไปเป็นบริษัทโฮลดิ้ง เมื่อธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเกิดความเสียหายขึ้น ก็อาจจะทำให้ธุรกิจครอบครัวทั้งสิ้นได้ประสบกับภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวหรือล้มละลายก็ได้
ปรากฏการณ์นี้ได้เคยเกิดขึ้นกับธุรกิจไทยมาหลายรุ่นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ท่านผู้อ่านลองไปดูอีกครั้งว่า ธุรกิจครอบครัวของตระกูลใหญ่ๆ ของไทยหลายตระกูลนั้นได้ล่มสลายไปก็เพราะว่าไม่มีการจัดโครงสร้างบริษัทที่ดี การถือหุ้นและวิธีการก่อหนี้หรือการประกอบธุรกิจก็ขาดความชัดเจน และไม่มีการบริหารความเสี่ยงทั้งทางการเงินและกฎหมายต่างๆ ในต่างประเทศมักจะพูดถึงเรื่องธุรกิจครอบครัวว่า Structure is a friend คือ โครงสร้างที่ดีคือมิตร
ฉะนั้น โครงสร้างของบริษัทธุรกิจครอบครัวและการถือหุ้น เจ้าของธุรกิจต้องทำความเข้าใจและใส่ใจให้มากถึงผลกระทบต่อความยั่งยืน
เอาไว้ฉบับหน้าเรามาดู C ตัวที่สอง ซึ่งคือ Compensation หรือผลประโยชน์ กันนะครับ







