posttoday
QE2 จะภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ

QE2 จะภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ

08 พฤศจิกายน 2553

.....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ธนาคารสหรัฐได้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบแรก (QE1) ไปแล้วตั้งแต่เมื่อเกิดวิกฤต Subprime ใหม่ๆ เป็นเงินก้อนใหญ่มาก เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2551 ถึง มี.ค. 2553 โดยกว้านซื้อตราสารหนี้ต่างๆ มากมาย ทำให้จากเดิมเมื่อสิ้นเดือน ต.ค. 2551 ธนาคารกลางสหรัฐมีมูลค่าหลักทรัพย์ในงบดุลเพียงแค่ 500 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากมาตรการ QE1 ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ในเดือน มี.ค. 2553 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 พันล้านเหรียญสหรัฐ

แม้กระบวนการ QE1 ได้เพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบจำนวนมากมายมหาศาลมากกว่า 1,500 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่เศรษฐกิจสหรัฐ ยังฟื้นตัวแบบอ่อนๆ ไม่รวดเร็วตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ โดย IMF ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2553 จะเติบโตในอัตรา 2.6% และมีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงเหลือ 2.3% ในปี 2554 อัตราการใช้กำลังผลิตอยู่ที่ระดับ 72.2% ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยในระยะยาว 80.7% ทำให้อัตราการว่างงานยังอยู่ระดับสูงถึง 9.6% ไม่สามารถลดลงได้ในระยะสั้น

เมื่อไม่มีทางเลือกใดที่ดีกว่านี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2553 เกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง (QE2) ด้วยวงเงิน 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ กำหนดดำเนินการภายในสิ้นไตรมาส 2 ของปี 2554 เพื่อเร่งรัดให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรวดเร็วยิ่งขึ้น จะทำให้เงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีสภาพคล่องที่ล้นโลกอยู่แล้วในปัจจุบัน ยิ่งล้นมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยคาดหวังผลกระทบเชิงบวกหลายประการ

ประการแรก จะกระตุ้นให้สถาบันการเงินของสหรัฐ ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรหรือภาคครัวเรือนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้อุปทานของตราสารหนี้ในตลาดลดลง ก่อให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจออกหุ้นกู้ได้ง่ายยิ่งขึ้นเพื่อชดเชยพันธบัตรซึ่งธนาคารกลางซื้อเก็บเอาไว้

ประการที่สอง หวังว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ดีๆ ไม่มีปัญหาอะไร จะต้องถูกบีบบังคับให้ช่วยเหลือสหรัฐ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไม่สมัครใจ เนื่องจากสภาพเงินเหรียญสหรัฐที่ล้นโลกจะไหลไปยังประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าในสหรัฐ

กระบวนการข้างต้นจะทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้แข็งตัวมากขึ้น หรือหากทางการของประเทศเหล่านี้แทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่าขึ้น โดยซื้อเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของประเทศตนเองและของสหรัฐลดลง จะเท่ากับสหรัฐส่งออกนโยบายการเงินไปยังประเทศเหล่านี้ ทำให้ปริมาณเงินภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นและอัตราดอกเบี้ยลดลง ดังนั้น ไม่ว่าทางการของประเทศเหล่านี้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะทำให้ภาคธุรกิจของสหรัฐสามารถส่งออกสินค้าและบริการไปจำหน่ายได้มากขึ้น เว้นแต่ทางการของประเทศเหล่านี้จะมีมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับ QE2 ซึ่งแม้แต่มติของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2553 ก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยมีผู้คัดค้านอยู่ 1 เสียง นาย Thomas M. Hoenig ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขานครแคนซัส เนื่องจากเห็นว่าเป็นการพนันที่อันตราย ผลดีในระยะสั้นจะน้อยกว่าผลเสียในระยะยาว โดยจะเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับการไร้เสถียรภาพทางการเงินในอนาคต ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง QE2 ในแง่มุมต่างๆ

ประการแรก กังขาเกี่ยวกับประสิทธิผลของ QE1 เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องล้นอยู่แล้วทั่วโลก ปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อในสหรัฐ ไม่ใช่ว่าเนื่องจากขาดสภาพคล่อง แต่เนื่องจากหวั่นเกรงหนี้สูญ

ประการที่สอง หลายฝ่ายหวั่นเกรงแทนที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจหรือภาคครัวเรือนเพื่อไปลงทุนหรือจับจ่ายใช้สอยตามความจำเป็น อาจจะปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ในอนาคต และเมื่อฟองสบู่แตก จะทำให้ต้องมาแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่อีกครั้ง

ประการที่สาม จะทำให้ธนาคารกลางมีโอกาสขาดทุนจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นเดือน ต.ค. 2553 หลักทรัพย์ในงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐอยู่ที่ระดับสูงถึง 2,039 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น QE2 จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 2,639 พันล้านเหรียญสหรัฐ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ตราสารหนี้ที่ถือเอาไว้จะมีราคาลดลงมาก

ประการที่สี่ กระทบต่อภาพลักษณ์เงินเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งมีแนวโน้มเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย หากดำเนินนโยบายเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้บทบาทของเงินเหรียญสหรัฐ ในฐานะเงินสกุลหลักของโลกลดลงในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท