
หุ้นไทยมีศักยภาพ แนะลงทุนหุ้นกลุ่มพาณิชย์
บล.กสิกรไทย มั่นใจสภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย ยันเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ เชื่อศักยภาพตลาดหุ้นไทย แนะลงทุนหุ้นกลุ่มพาณิชย์
บล.กสิกรไทย มั่นใจสภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย ยันเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ เชื่อศักยภาพตลาดหุ้นไทย แนะลงทุนหุ้นกลุ่มพาณิชย์
บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย และ Jefferies เผยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวแต่ความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจจะถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้ายังไม่สูงมาก
โดยเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% และจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหากเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง
สำหรับประเด็นข้อพิพาททางการค้าคาดว่าสหรัฐฯ และจีน น่าจะบรรลุข้อตกลงได้เพื่อลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและการเติบโตจีดีพี ทั้งสองประเทศจะยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม ได้แก่ 6%-6.5% สำหรับประเทศจีนและ 2.0-2.5% สำหรับสหรัฐฯ
ด้านตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประเทศอินโดนีเซียมีศักยภาพสูงสุด รองลงมาคือประเทศไทย ส่วนฟิลิปปินส์มีศักยภาพต่ำสุด โดยมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องของอินโดนีเซียในปีที่แล้ว ได้ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบลงอย่างมากและอาจจะมีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกกับตลาดอินโดนีเซีย
สำหรับตลาดหุ้นไทย จุดเด่นคือความแข็งแกร่งงบการเงินโดยประมาณ 35% ของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่มีการกู้ยืมและครึ่งหนึ่งของบริษัทจดทะเบียนมีค่าความแข็งแกร่งในเชิงเครดิต (Altman Z-score) ที่ดีมาก สำหรับฟิลิปปินส์นั้น มองว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและการให้สินเชื่อที่ผ่านมามีความร้อนแรงเกินไป ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ในปัจจุบันมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
นายกำพล อดิเรกสมบัติ อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ระบุยังคงมุมมองเศรษฐกิจไทยยังคงมีการเติบโตในระดับปานกลางที่ 3.8% และ 4.0% ในปี 2562-63 แม้ว่าได้ปรับลดประมาณการการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่จะได้รับการชดเชยจากการบริโภคที่ปรับดีขึ้น ตามทิศทางของรายได้เกษตรกรที่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ด้านนายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทยคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ปีนีเที่ยง1,750 จุด คาดการณ์กำไรของตลาดหุ้น (Market EPS) อยู่ที่ 12.8% โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราเติบโตของกำไรสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 23.7% กลุ่มสื่อสาร 20.3% และกลุ่มพลังงาน 13.6%
สำหรับหุ้นกลุ่มสื่อสารมาจากแนวโน้มการแข่งขันด้านราคาที่ลดลงเพื่อสะสมกำไรไว้ลงทุนระบบ 5G ส่วนกลุ่มพลังงานนั้นมาจาก ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากอุปทานน้ำมันที่เริ่มหายไปจากมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันขอโอเปก
ทั้งนี้มองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่จะได้อานิสงค์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หรือมีแนวโน้มการดำเนินงานที่ดี ดังนี้ กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มรับเหมโยธา กลุ่มโรงไฟฟ้าดั้งเดิม







