posttoday
ติดตั้งเอ็นจีวีแท็กซี่เจอโรคเลื่อนเป็น มี.ค. 53

ติดตั้งเอ็นจีวีแท็กซี่เจอโรคเลื่อนเป็น มี.ค. 53

05 มกราคม 2553

โพสต์ทูเดย์-กระทรวงพลังงาน ยอมรับ โครงการติดตั้งเอ็นจีวีรถแท็กซี่ 3 หมื่นคัน เจอโรคเลื่อน คาดเริ่มได้ มี.ค. 53

โพสต์ทูเดย์-กระทรวงพลังงาน ยอมรับ โครงการติดตั้งเอ็นจีวีรถแท็กซี่ 3 หมื่นคัน เจอโรคเลื่อน คาดเริ่มได้ มี.ค. 53

นายณอคุณ  สิทธิพงศ์    รองปลัดกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยถึง โครงการปรับเปลี่ยนถังก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) มาเป็น ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ในรถแท็กซี่ 3 หมื่นคัน ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จากเดิมที่กำหนดไว้จะเริ่มตั้งแต่เดือนม.ค. 2553  เนื่องจากยังต้องรออนุมัติร่างหลักเกณฑ์จัดซื้อถังเอ็นจีวีและสัญญาการติดตั้งถังและอุปกรณ์  โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการติดตั้งได้จริงในเดือนมี.ค. เป็นต้นไป

"ยอมรับว่าโครงการติดตั้งถังเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ล่าช้ากว่ากำหนด  เพราะยังติดขัดในเรื่องระเบียบของทางราชการ โดยเฉพาะการทำสัญญาระหว่างอู่ที่จะมาติดตั้งและการซื้อถังเอ็นจีวี   เนื่องจากมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการติดตั้งให้มีความคล่องตัวมากขึ้น  ซึ่งเดิมจะทำสัญญาติดตั้งกับอู่แห่งละ 5,000 คัน  แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้วไม่เห็นด้วย จึงปรับมาเป็น2 สัญญา คือ สัญญาซื้อถังเอ็นจีวี และสัญญาติดตั้งถัง”นายณอคุณ กล่าว

อย่างไรก็ตามหากหลักเกณฑ์ต่างๆพร้อม คาดว่า แท็กซี่ล็อตแรกจะเริ่มในเดือนมี.ค. จำนวน 1.5 หมื่นคัน ล็อตที่สอง จำนวน 1 หมื่นคัน และล็อตสุดท้ายอีก 5,000  คัน   ซึ่งเป้าหมายในการติดตั้งเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ เพื่อลดสัดส่วนการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง สอดคล้องกับการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่า หากโครงการติดตั้งเอ็นจีวีในรถแท็กซี่เลื่อนออกไปทำให้มีความเป็นห่วงว่าปริมาณการใช้แอลพีจีจะไม่ปรับลดลงตามเป้าหมาย ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้มีรถยนต์ตัดสินใจมาติดตั้งเครื่องยนต์แอลพีจีกันมากขึ้น โดยขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเพื่อสรุปแนวทางการบริหารแอลพีจีในปี 2553 เนื่องจากจำเป็นต้องนำเข้าแอลพีจีถึงเดือนละ 1 แสนตัน  จากปัจจัยกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของปตท.ถูกระงับกิจการชั่วคราว  ทำให้ไม่สามารถผลิตแอลพีจีในประเทศได้เอง โดยเบื้องต้นจะใช้วิธีลดปริมาณการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี มาใช้น้ำมันเตาแทน ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการใช้อยุ่ที่ 4.28 แสนตัน/ปี   หรือคิดเป็น 8.3%   

ทั้งนี้การใช้น้ำมันเตาในภาคอุตสาหกรรมอาจมีต้นทุนที่สูงขึ้นบ้าง แต่ถ้าเทียบกับการใช้เงินไปชดเชยการนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ย 14 บาท/ก.ก. ยังสูงกว่า  ดังนั้นทางกระทรวงพลังงานจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเตา

นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) กล่าวว่า ผู้ค้าก๊าซฯมีความกังวลกับการจัดหาใช้ในประเทศ โดยเฉพาะคลังเก็บสำรองแอลพีจีอาจไม่เพียงพอและมีผลต่อการขาดแคลนในบางช่วงเวลาได้  โดยล่าสุดราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง จะทำให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาติดตั้งเครื่องยนต์แอลพีจี และทำให้การนำเข้าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากจะมีผลต่อภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นรัฐบาลอาจจำเป็นจะต้องพิจารณามาตรการการปรับขึ้นราคาขายปลีกแอลพีจีในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลก

“ หากโรงแยก 6 ยังถูกระงับกิจการต่อไปไม่สามารถเปิดได้ตามแผนจะมีผลต่อการนำเข้าและเชื่อว่าท้ายสุดจะต้องใช้วิธีขึ้นราคาแอลพีจีทั้งระบบคงไม่สามารถแยกได้ว่าขึ้นเฉพาะระบบขนส่งหรืออย่างใดอย่างหนึ่งเพราะจัดการยาก”นายชิษณุพงศ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์