posttoday
เตรียมเลือกตั้งกันใหม่ดีกว่า

เตรียมเลือกตั้งกันใหม่ดีกว่า

30 มีนาคม 2562

“ประชาธิปไตยมีราคาแพงเสมอ”

“ประชาธิปไตยมีราคาแพงเสมอ”

ข้อความข้างต้นคือคำพูดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อมีผู้ถามถึงการเลือกตั้งแต่ละครั้งว่า ทำไมจึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสูงมาก เหตุผลของท่านก็คือเพื่อจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ เมื่อเป็นการจัดการเพื่อผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ก็ยังไม่มากเท่าของฝ่ายที่ลงมาสมัครให้ประชาชนเลือกเป็นผู้แทนราษฎร ที่แม้จะไม่มีการซื้อเสียง แต่ก็ต้องมีรายจ่ายเพื่อให้ประชาชนได้รู้จักอย่างกว้างขวาง นั่นคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดปราศรัย หรือการชุมนุม เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา เขาก็จะให้ทุ่มเทงบประมาณในการหาเสียงได้อย่างไม่อั้น (เพียงแต่ให้รายงานค่าใช้จ่ายให้ละเอียดชัดเจนเท่านั้น) แต่ถ้าเป็นประเทศที่ยากจนอย่างอินเดีย รัฐบาลเขาก็ต้องออกเงินให้บางส่วนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน รวมถึงการจำกัดวงเงินค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้มีพรรคใดเอาเปรียบกันมากจนเกินไป (ประเทศไทยคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจน จึงต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดยิบ) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั้งหลายนี้ ไม่ว่าจะในฝ่ายของรัฐบาลหรือฝ่ายผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง “จำเป็นต้องแพง” ก็เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อ “ปกป้องรักษาสิทธิของพลเมือง” อันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย

ผู้เขียนขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้ศึกษากฎหมายเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ลึกซึ้งเท่าใดนัก เพียงแต่มีความเชื่อตามปรัชญาของระบอบประชาธิปไตยว่า “สิทธิและเสรีภาพคืออำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย” แต่เมื่อกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้มีข้อกำหนดที่หยุมหยิมมากมายเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิของประชาชน (ที่รวมถึงการนับคะแนนและการประกาศผลการเลือกตั้ง) จึงอาจจะกระทบกระเทือนถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างที่เรียกว่า “ถูกจำกัดสิทธิ” หรือ “ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ” นั่นเอง

ผู้เขียนขอยกกรณีผู้ใช้สิทธิที่นิวซีแลนด์ ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ 1,542 คน แต่ด้วยความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเลือกตั้ง ทำให้คะแนนส่งมานับไม่ทันในเวลาก่อนการปิดหีบในวันที่ 24 มี.ค. ที่สุด กกต.ได้มีมติไม่ให้เอามานับ โดยอ้างข้อกฎหมายที่กล่าวถึงการทุจริตต่างๆ อย่างยอกย้อน ก่อนที่จะสรุปดื้อๆ ว่า ไม่มีการทุจริตอะไร แต่กฎหมายท่านว่าไม่ให้เอามานับ (ฮา)

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินแบบนี้ของ กกต. “น่าจะ” เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะ “สิทธิในการตัดสินใจเลือกผู้ปกครอง” อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เป็นประชาธิปไตย (หมายถึงทุกฉบับของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยโดยที่มีผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง “อย่างเสรี” ของประชาชน) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อ กกต.ได้ลงมติ (อย่างเอกฉันท์เสียด้วย) ว่า ไม่เอาสิทธิของคนไทยที่นิวซีแลนด์มานับ จึงเท่ากับเป็นการ “จำกัดสิทธิ” อันแสดงถึง “ความไม่เท่าเทียม” ที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ที่กล่าวว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”

ผู้เขียนไม่ได้ยุแยงให้มีคนนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ กกต.กำลังตกเป็นจำเลยของผู้คน ซึ่งแม้ว่าในวันที่ 29 ที่ผ่านมา จะได้ชี้แจงต่อสังคมแล้วบางส่วน (ซึ่งก็ยังมีความเคลือบแคลงกันอยู่ดี) จึงเชื่อต่อไปว่าเรื่องของการโจมตี กกต.คงจะไม่จบสิ้นไปได้ง่ายๆ บางทีอาจจะก่อความรำคาญจนถึงขั้น “รัฏฐาธิปัตย์” อาจจะต้องออกมาใช้อำนาจพิเศษ “ยุติ” การเลือกตั้งในครั้งนี้ ก่อนที่เหตุจะลุกลามบานปลาย ซึ่งในสภาพปัจจุบัน คสช.ยังเป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นอยู่ โดยที่หัวหน้า คสช.คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลควบคุมการบริหารประเทศ และเป็นผู้มี “สิทธิขาด” ในอันที่จะดำเนินการในเรื่องนี้

เราคงจะไม่เรียกว่า เป็นการ “ยุบสภา” เพราะสภายังไม่ได้เปิดการประชุม เพียงแต่การนับคะแนนที่โกลาหลและไม่เป็นที่ยอมรับ (บางทีอาจจะเป็นแผนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็ได้ ที่สร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น) แต่น่าจะเป็นเรื่องของการทำ “รัฐประหารเทียม” คือไม่ได้ใช้อำนาจทหารเอาปืนและรถถังออกมาข่มขวัญ แต่ใช้อำนาจของ คสช.นั้นเองออกประกาศหรือคำสั่งที่จะ “จัดการ” กับความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งสามารถทำได้โดยที่ไม่ได้ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน อย่างที่ได้ทำมาแล้วหลายครั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ทราบว่า มีการใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท (บ้างก็ว่าประมาณ 5,800 ล้านบาท) ซึ่งหลายคนบอกว่า ทำไมแพงจัง และถ้าจะเลือกตั้งใหม่ก็ต้องใช้งบประมาณอีกในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน มันจะไม่ล้างผลาญงบประมาณมากไปหรือ แต่ถ้าเราเชื่อในทฤษฎีที่ว่า “ประชาธิปไตยต้องมีราคาแพง” เราก็คงจะต้อง “ทำใจ” คือ ยอมรับให้ได้ว่า หากถึงคราวจำเป็น เช่น อาจจะเกิดภัยร้ายแรงจากการที่ประชาชนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง (ที่อาจจะส่งผลเสียมากกว่าเป็นหมื่นล้านแสนล้านบาท) เราก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ลำพังรัฐบาลคงจะพอรับภาระด้านงบประมาณนี้ได้ (แม้จะมีเสียงบ่นและเสียงอื่นๆ ที่ไม่น่าฟัง) แต่ที่จะต้องเป็นภาระมากที่สุด และน่าจะ “เหลือทน” สำหรับกรณีที่มีการเลือกตั้งใหม่นี้ ก็คือ “นักการเมือง” ที่คงลงทุนไปไม่น้อยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่นั่นแหละนี่ก็เป็น “ความรอบคอบ” ของระบอบประชาธิปไตย ที่จำเป็นจะต้องให้มีกระบวนการในการ “กลั่นกรอง” คนที่จะมาปกครองเราให้มี “ความสะอาด” อย่างดีที่สุด

เมื่อ “กรอง” แล้วไม่ได้ดี ต่อไปเห็นทีต้องใช้ “ต้ม” แล้วละมัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท