
2020 โลกเปิดฉาก ศตวรรษแห่งเอเชีย
นับเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์
นับเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเกิดใหม่ ต่างกล่าวถึงการมาของ “ศตวรรษแห่งเอเชีย” (Asian Century) หรือจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของมวลมนุษย์ เมื่อจุดศูนย์กลางของโลกได้พลิกเปลี่ยนจาก “โลกตะวันตก” ไปสู่ “โลกตะวันออก” ซึ่งคำถามที่ตามมาคือต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรที่โลกจะเผชิญกับจุดพลิกผันนี้
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้รายงานคำตอบของคำถามนี้ผ่านการรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจจากสถาบันวิจัยหลายแห่งทั่วโลก และพบกับผลลัพธ์ที่ว่า ในปี 2020 เศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียกำลังจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจส่วนที่เหลือของโลกรวมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นั่นจึงเท่ากับว่า “ศตวรรษแห่งเอเชียกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในปีหน้า”
ในความเป็นจริงแล้วนั้น การก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งเอเชียถือเป็นการกลับสู่เรื่องราวเมื่อครั้งประวัติศาสตร์อีกรอบ เพราะก่อนหน้านี้ เอเชียเคยครองความเป็นเจ้าเศรษฐกิจโลกมาแล้ว จนกระทั่งต้องสูญเสียตำแหน่งนี้ไปให้แก่โลกตะวันตกในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเอเชียถูกลดหลั่นสถานะจากศูนย์กลางด้านการผลิตของโลก ให้กลายเป็นเพียงทวีปเศรษฐกิจด้อยพัฒนาที่ส่งออกสินค้าการเกษตรเป็นหลักเท่านั้น
ความยิ่งใหญ่ของเอเชีย
ทว่าในตอนนี้จากซีกโลกที่เคยถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจด้อยพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า 20% ในทศวรรษ 1950 ได้พลิกโฉมกลายเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจพุ่งทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ ไปเป็น 26% ในต้นทศวรรษ 2000 และเป็น 38% ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่สัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจของเอเชียเท่านั้นที่กำลังทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่จำนวนประชากร ภาคการผลิต การส่งออก การนำเข้า การบริโภค การค้า การลงทุน ปริมาณเงินทุนสำรองต่างประเทศ ไปจนถึงกองกำลังทหาร ภูมิภาคเอเชียก็ได้ก้าวแซงหน้าภูมิภาคอื่นแล้วทั้งหมด
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ระบุว่า จำนวนประชากรของเอเชียในปัจจุบันอยู่ที่ 4,574 ล้านคน หรือราว 60% ของประชากรทั่วโลก ซึ่งมากกว่าประชากรในยุโรป 10 เท่า และมากกว่าประชากรในอเมริกาเหนือถึง 12 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นคือเอเชียกำลังจะกลายเป็นภูมิภาคที่จำนวนชนชั้นกลางกำลังซื้อสูง จ่อพุ่งขึ้นเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนชนชั้นกลางทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ WEF ระบุว่า การบริโภคของชนชั้นกลางทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 955 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2015-2030 ซึ่งมีเพียงแค่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 31.8 ล้านล้านบาท) เท่านั้นที่มาจากการบริโภคของชนชั้นกลางในตะวันตก นั่นจึงเท่ากับว่า ส่วนที่เหลืออีก 29 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 923 ล้านล้านบาท) ล้วนมาจากการบริโภคของชนชั้นกลางในเอเชียทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี การมาของศตวรรษแห่งเอเชียนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะศักยภาพของภูมิภาคเอเชียกำลังพุ่งทะยานขึ้นในทุกมิติเท่านั้น แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ด้วยว่า หนึ่งในปัจจัยเร่งที่ทำให้เอเชียผงาดขึ้นมาได้คือ “การเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของโลกตะวันตก”
WEF ระบุว่า จุดพลิกผันที่เข้ามาเขย่าบัลลังก์ของโลกตะวันตก คือ “วิกฤตการเงินโลกปี 2008” ที่ในความเป็นจริงแล้วการใช้คำว่าทั่วโลกนั้นอาจไม่ถูกต้องนักสำหรับผลกระทบที่ตามมาจากวิกฤตนี้ เพราะนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกได้ทุเลาลง เอเชียได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วมากที่สุดในโลกนั้นอยู่ในเอเชียเกือบทั้งหมด เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอุซเบกิสถาน ซึ่งในทางกลับกันเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลกตะวันตกก็เริ่มชะลอการเติบโตลงเรื่อยๆ
เศรษฐกิจผงาดถ้วนหน้า
ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า หนึ่งในเบื้องหลังสำคัญที่ช่วยผลักให้เอเชียก้าวขึ้นแซงหน้าโลกตะวันตก คือ การผงาดขึ้นมาของสองยักษ์ใหญ่ฟากเอเชียอย่าง “จีน” และ “อินเดีย”
จากฐานข้อมูลทิศทางเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ชี้ให้เห็นว่าจีนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลก เบียดแชมป์เก่าอย่างสหรัฐตกไปอยู่ในอันดับ 2 มาตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่อินเดียได้ก้าวขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 ของโลก ตั้งแต่ปี 2009 แซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียเท่านั้นที่เป็นตัวหนุนให้เอเชียผงาดขึ้นมาได้ แต่ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหลายประเทศก็มีทิศทางที่เติบโตสดใสเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองที่สุดคือ “อินโดนีเซีย”
ด้วยจำนวนประชากรปัจจุบันที่มีจำนวนกว่า 268 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ประกอบกับศักยภาพด้านอื่นๆ ทำให้ไอเอ็มเอฟคาดว่า อินโดนีเซียจะสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของโลกได้ในปี 2023 ด้วยมูลค่าจีดีพี 5,120 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.62 แสนล้านบาท) โดยทะยานขึ้นจากอันดับ 13 ของโลกในปี 2000
ขณะที่ “เวียดนาม” ก็นับเป็นอีกหนึ่งประเทศมาแรงที่น่าจับตามอง เนื่องจากไอเอ็มเอฟประมาณการว่า เวียดนามซึ่งมีมูลค่าจีดีพีอยู่ในอันดับ 50 ของโลก หรือราว 401 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.27 หมื่นล้านบาท) ในปี 2000 จะสามารถกระโดดขึ้นไปอยู่อันดับ 31 ของโลกได้ในปี 2023 ด้วยมูลค่าจีดีพีที่ 3,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศเอเชียที่กำลังจะผงาดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น “ฟิลิปปินส์” ที่จ่อขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าจีดีพี4,320 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.37 แสนล้านบาท) ในปี 2023 จากอันดับ 34 ในปี 2000 ด้วยมูลค่าจีดีพีที่ 1,050 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.33 หมื่นล้านบาท) หรือ “ไทย” ที่เตรียมขยับขึ้นไปเป็นอันดับ 20 ในปี 2023 ด้วยมูลค่าจีดีพี 9,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.99 แสนล้านบาท) จากอันดับ 22 ในปี 2000
จีนเตรียมตั้งรับ
ดูเหมือนว่าการมาของศตวรรษแห่งเอเชียในครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย โดยเฉพาะมหาอำนาจโลกอย่างจีน เพราะจีนได้วางแผนเตรียมรับศตวรรษแห่งเอเชียไว้แล้ว ผ่านการจัดตั้งโครงการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiatives : BRI)
WEF ระบุว่า โครงการ BRI ถือเป็นแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีการประสานงานกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียได้ทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับจีน เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันทั้งทางการค้าและวัฒนธรรม ซึ่งหากศตวรรษแห่งเอเชียเดินทางมาถึงอย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด แน่นอนว่าจีนจะได้ผลประโยชน์มหาศาล
ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่จีนที่จะได้รับผลประโยชน์เพียงประเทศเดียว แต่โครงการ BRI ซึ่งเกิดขึ้นในเอเชียเปิดตัวในเอเชียและชี้นำโดยคนเอเชีย จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อคนทั้งโลก ท่ามกลางกระแสของศตวรรษแห่งเอเชียที่กำลังมาถึงอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้านี้







