
ชีวิตคนข่าวหลังสื่อกระดาษ‘โพสต์ทูเดย์’
ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่า “ขอบคุณ”
ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” ผู้อ่านขาประจำและขาจรหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกท่าน ที่ช่วยสนับสนุนกันมาจนทำให้หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยในเครือบางกอกโพสต์ฉบับนี้ที่มีโลโก้พื้นหลังสีแดงสดพร้อมพิมพ์ข้อความสีขาวดำว่า “โพสต์ทูเดย์” อยู่ได้มาจวบจนถึงทุกวันนี้กว่า 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. 2546
ทว่า ดั่งคำพูดที่หลายคนติดปาก “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” วันหนึ่งเมื่อสภาพสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ต่อสู้กับมันได้เท่านั้นคือผู้อยู่รอด ถ้าไม่ก็ต้องล้มหายหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้อยู่ได้ในสถานการณ์ตามยุคสมัย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่นำเสนอข่าวเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากว่า 16 ปี ต้องปรับตัวโดยจะหยุดผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ในเดือน มี.ค.นี้ (ฉบับนี้ตีพิมพ์วันที่ 30 มี.ค. 2562) และเปลี่ยนทิศทางไปนำเสนอข้อมูลบนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการกล่าวขอบคุณผู้อ่านที่ส่งเสริมกันมานาน แต่ถึงอย่างไรขอให้คอยสนับสนุนติดตามผลงานโพสต์ทูเดย์ต่อไปนะครับ แม้มันจะเปลี่ยนรูปแบบจากสื่อกระดาษไปเป็นสื่อออนไลน์ แต่มั่นใจว่าข้อมูลคุณภาพในสังคมไทยและโลกใบนี้ โพสต์ทูเดย์จะยังคงมีให้ติดตามอยู่แน่นอนตามสโลแกนสื่อที่เชื่อถือได้
เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ผู้เขียนจะขอเล่าถึงชีวิตของคนข่าวมากกว่า 200 คน ที่ต้องช่วยกันผลิตสื่อหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ให้มีการนำเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงสู่สังคมกันตลอดทั้งปีโดยไม่มีการหยุดแม้แต่วันเดียว
หากเอ่ยถึงโพสต์ทูเดย์ หลายคนคงคิดว่าฐานที่มั่นหลักตั้งอยู่ริมถนนย่านบางนาที่เดียว แต่ทว่าที่บางนาเป็นเพียงโรงพิมพ์ของสื่อในเครือบริษัท บางกอก โพสต์ ฐานที่มั่นเบื้องหลังการผลิตข้อมูลโพสต์ทูเดย์เราทำงานกันอยู่บนชั้น 2 ในอาคารย่านคลองเตย หากคุณขับรถผ่านอาจเคยเห็นตึกสีขาว 8 ชั้น ที่บนตึกติดป้าย Bangkok Post โพสต์ทูเดย์ และ M2F นี่แหละคือสถานที่ทำงานคนข่าวโพสต์ทูเดย์และสื่อเครือบางกอกโพสต์ทั้งหมด
การทำงานเบื้องหลังคนข่าวโพสต์ทูเดย์ในออฟฟิศ ทุกวันบรรณาธิการ (บก.) หัวหน้า หรือผู้สื่อข่าวแต่ละโต๊ะจะคัดกรองข้อมูลคุณภาพจากนักข่าวภาคสนามที่ส่งเข้ามา จากนั้นจะประชุมกันเพื่อคัดเลือกประเด็นที่น่าสนใจแต่ละวัน และนำไปร้อยเรียงเป็นข่าวหรือบทความคุณภาพให้ผู้อ่าน
แต่หากพูดถึงชีวิตผู้เขียนเข้ามาสู่สังคมคนข่าวโพสต์ทูเดย์ได้ประมาณ 3 ปี ก่อนหน้านั้นทำงานข่าววิทยุ ซึ่งส่วนใหญ่ทำข่าวประเด็นสังคมและการเมือง แต่เมื่อมาอยู่บ้านหลังนี้ที่ในทีมสังคมการเมืองตอนนั้นมีอยู่ 10 กว่าคน ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ประจำสายสังคมดูกระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก โดยมีพี่ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม เป็นหัวหน้าคอยแนะนำโทรสั่งและตามงานเป็นระยะๆ รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตและการทำงาน
สำหรับการทำงานจะคอยสืบเสาะหาข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาเขียนข่าวหรือบทความ จำได้ว่าตอนประจำอยู่กระทรวงแรงงานข่าวที่ต้องทำเป็นประจำและมักได้รับความสนใจคือประเด็นปรับขึ้นค่าจ้าง หรือเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขเมื่อไหร่สถานการณ์โรคระบาดเกิดขึ้น ช่วงนั้นบางวันต้องติดตามข้อมูลตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเลยทีเดียว
ผู้เขียนทำงานในส่วนกองหนังสือพิมพ์ได้ประมาณปีกว่าๆ ก็ย้ายมาอยู่ทีมสื่อออนไลน์ การทำงานใหม่นี้ได้ประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากต้องติดตามสถานการณ์ข่าวในสื่อออนไลน์เป็นหลักและเขียนบทความ ต้องคอยผลิตสื่อรูปแบบวิดีโอด้วย ซึ่งมีความแตกต่างจากงานเขียนมาก เพราะการทำงานวิดีโอต้องทำงานเป็นทีม ก่อนออกถ่ายต้องมีการประชุมวางโครงแผนเรื่องและมุมภาพ เมื่อถึงเวลาถ่ายถ้าไม่ได้ตามที่คิดก็ต้องพยายามปรับให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายอีกอย่างในชีวิตการทำงานสื่อ แต่ถึงอย่างไรมันก็สนุกนะ
มานั่งคิดย้อนกลับไป 3 ปีกว่า บ้านโพสต์ทูเดย์แห่งนี้นอกจากให้โอกาสการทำงาน ยังให้ได้ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แม้บางครั้งมีความยาก ท้าทาย แต่ก็คิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ต้องพบเจอ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอๆเฉกเช่นโพสต์ทูเดย์ต่อจากนี้เมื่อเริ่มเดินในสื่อออนไลน์เต็มตัวก็ต้องพยายามและสู้กันต่อไป แต่ถึงอย่างไรเชื่อว่าโพสต์ทูเดย์มันไม่สามารถเดินมาได้ 16 ปีแน่ ถ้าไม่มีผู้อ่านคอยสนับสนุน ฉะนั้นหวังว่าเมื่อเราเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ก็ขอให้แฟนคลับโพสต์ทูเดย์ยังติดตามกันไปเรื่อยๆ นะครับ







