posttoday
เมื่อผมถูก"โค้ชด้วยต้นทุเรียน"

เมื่อผมถูก"โค้ชด้วยต้นทุเรียน"

30 มีนาคม 2562

โดย...ดิลก ถือกล้า [email protected]

โดย...ดิลก ถือกล้า [email protected]

ผมเข้าใจว่าบทความผมชิ้นนี้จะเป็นบทความชิ้นสุดท้ายของคอลัมน์บริหารคนบนความต่างที่เป็นการตีพิมพ์บนหน้ากระดาษ ถึงจะเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก เข้าใจถึงความไม่เที่ยง แต่ก็อดใจหายไม่ได้ เพราะผมเองได้รับเกียรติให้มาช่วยถ่ายทอดความคิด มุมมอง ประสบการณ์ ในคอลัมน์นี้ร่วมเกือบ 3 ปี ก็มีความผูกพันอยู่ไม่น้อย

ผมอยากจะทิ้งท้ายบทความบนหน้ากระดาษ ด้วยการเล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่น่าจดจำ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริหารที่เป็นชาวต่างชาติท่านหนึ่งได้เมตตาโค้ชผมในแบบที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมาก

เรื่องของเรื่อง คือ ประมาณ 15 ปีก่อน ที่ผมยังทำงานกับบริษัทข้ามชาติที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ สัญชาติญี่ปุ่น ตอนนั้นผมรับผิดชอบงานทั้งทางด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์และงานด้านบริหารทั่วไป โดยโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมในเขต อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

บริษัทแห่งนี้จะมีการทำโครงการปรับปรุงในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และแต่ละครั้งก็จะมีการตั้งชื่อโครงการที่มีความหมายซ่อนไว้ในนั้น และมีโครงการหนึ่งที่เป็นโครงการพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่างที่สมัยนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่ผลสำเร็จที่ได้ก็ส่งผลบวกในทางธุรกิจอย่างมาก MD ในยุคนั้นจึงให้ตั้งชื่อ Project นี้ว่า Durian Project หรือโครงการทุเรียน

เมื่อโครงการสำเร็จได้ตามเป้าหมาย MD ท่านนี้ได้สั่งการให้ปลูกทุเรียนไว้ที่โรงงานเพื่อเป็นแลนด์มาร์คฉลองความสำเร็จที่มาด้วยความยากลำบากในครั้งนั้น โดยโจทย์ของ MD ก็คือ จะต้อง ปลูกตั้งแต่ต้นยังเล็กไม่ให้เอาต้นใหญ่ มาลง และต้องเป็นการปลูกที่ลงมือ โดยคนของเรา ไม่ให้เอาชาวสวนทุเรียนมาปลูกให้ โจทย์นี้ได้ให้ก่อนที่ผมจะเข้าไปร่วมงานประมาณ 1 ปี แต่ยังไม่สามารถปลูกได้สำเร็จ ตายไปไม่น้อยกว่า 3-4 ต้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะทั้งอากาศ ทั้งที่ดิน ทั้งสถานที่ที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้เอื้อให้แก่การปลูกทุเรียนสักเท่าไรนัก

ตอนที่ผมได้คุยกับ MD เมื่อเข้าไปร่วมงาน ได้รับการมอบหมายให้ปลูกทุเรียนให้รอดให้ได้ ผมทั้งงง ทั้งขำ ทั้งขุ่นเคืองเล็กน้อย เพราะวิชาชีพเราคือ การดูแลและพัฒนาคน ไม่ใช่ดูแลและพัฒนาต้นทุเรียน แต่เมื่อเป็นการมอบหมาย ก็คิดว่าเป็นความท้าทายทั้งที่รู้ว่าเป็นไปได้ยาก โดย MD ท่านขอให้ผมไปรายงานท่านเป็นระยะว่าผลเป็นอย่างไร

ผมเริ่มจากการคุยกับลูกน้องที่ รับผิดชอบการปลูกทุเรียนมาก่อนหน้านี้ เพื่อขอดูว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง ลูกน้องบอกว่า ได้หาพันธุ์หมอนทองที่แข็งแรงจากระยอง ทำการขุดหลุม ลงปุ๋ยและรดน้ำระยะในแบบที่มีชาวสวนแนะนำมา แต่ก็จะอยู่รอดไม่นานก็จะยืนต้นตาย และเป็นอย่างนี้วนไปทุกครั้งที่ลงต้นใหม่

สิ่งที่ผมประเมินได้ก็คือ ปัจจัยการคัดเลือกพันธุ์ การขุดหลุม การลงปุ๋ยน่าจะถูกต้องแล้ว แต่เป็นเพราะพื้นดินและสภาพอากาศที่ อ.บางปะอิน ไม่เอื้ออำนวย จะอย่างไรก็ปลูกไม่ขึ้น ผมจึงให้ลูกน้องสรุปประเด็นเหล่านี้ แล้วนำไปสรุปกับ MD ท่านนี้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ อยากให้ MD ยกเลิกเรื่องนี้

MD ถามผมว่า "ดิลกซังได้พิจารณาครบถ้วนแล้วหรือไม่"

ผมตอบว่า "ครบถ้วนแล้ว"MD ถามต่อว่า "แล้วเรื่องนำเรื่องอากาศ เรื่องสภาพภูมิประเทศละ ที่บอกว่า ต่างจากที่ระยองละ คิดว่า อย่างไร"

ผมตอบว่า "เราคงไม่สามารถทำให้บริเวณแถบนี้มีความเหมือน หรือใกล้เคียง ระยองได้เลย"

MD บอกว่า "ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น ได้ลองครบหมดหรือยัง เรายังสร้างปัจจัยให้ทุเรียนสามารถรอดได้ยังไม่ครบเลยนะ"

ทำให้ผมได้ฉุกคิดและกลับไปตั้งหลักใหม่ ด้วยโจทย์ที่ยากกว่าเดิมว่า จะสร้างสภาพแวดล้อมได้อย่างไร ผมเริ่มต้นจากต้องกลับไปที่พื้นฐานของแนวคิดบริษัทญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Gemba คือ การจะแก้ปัญหา จะรู้ปัญหาก็จะต้องลงไปหน้างาน ไปหาจากของจริง ก็เลยไปดูที่สวน ไปขอข้อแนะนำจากชาวสวนทุเรียนว่า ทุเรียนชอบสภาพแวดล้อมแบบไหน ก็ได้คำตอบว่า

หนึ่ง เรื่องน้ำ ทุเรียนเขาชอบให้มีแหล่งน้ำจืดให้ได้เพียงพอตลอดปี

ปัญหาของผม แล้วที่นิคมอุตสาห กรรมที่อยุธยา จะแหล่งน้ำเข้ามาในโรงงานได้อย่างไร

สอง เรื่องอุณหภูมิและความชื้น ทุเรียนเขาชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิอยู่ในช่วงประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ถ้าปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศแห้งแล้ง มีอากาศร้อนจัด เย็นจัด และมีลมแรง จะพบปัญหาใบไหม้หรือใบร่วง ต้นทุเรียนไม่เจริญเติบโตหรือเติบโตช้า ให้ผลผลิตช้าและน้อยไม่คุ้มต่อการลงทุน

ปัญหาของผม อากาศที่อยุธยาร้อนแน่ๆ แต่จะให้มีความชื้นที่ต้นทุเรียนเขาชอบ จะทำอย่างไร

สาม เรื่องสภาพดิน ควรเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนทราย ที่มีการระบายน้ำดีและมีหน้าดินลึก เพราะทุเรียนเป็นพืชที่อ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง

ปัญหาของผม เอาละสิ รู้ๆ กันอยู่ว่า ดินที่เอามาถมในนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นทรายก่อสร้างซะเยอะ เป็นโจทย์ยากเลย

หลังจากที่ได้ความรู้จากพี่ชาวสวนทุเรียน คำตอบที่คิดว่าจะต้องลงมือทำคือ จำลองให้สภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับทั้งสามข้อให้มากที่สุด ก็เลยหาดินแบบที่เขาชอบมาก่อเป็นเนิน แล้วปลูกต้นทุเรียนบนนั้น ทำขอบรอบๆ ให้น้ำระบายได้ง่ายให้มีน้ำไหลเวียนเป็นระยะ หาพืชคลุมดินมาคลุมเนินที่เราปลูกทุเรียนเพื่อรักษาความเย็น ผมให้ทีมงานปลูกต้นกล้วยที่ใบหนาๆ ต้นสูงใหญ่กว่าต้นทุเรียนไว้ล้อมรอบเนินดิน แล้วมีสปริงเกิลฉีดน้ำไปที่ต้นกล้วยช่วงอากาศร้อนๆ เป็นระยะ เพื่อควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ รวมทั้งช่วยกันลมแรง เพราะโรงงานก็จะโล่งๆ หน่อย

ผล คือ ทุเรียนต้นนี้เขารอดมาได้ และค่อยๆ โตขึ้นมาแม้จะไม่ได้สูงใหญ่รวดเร็วแบบในสวนทุเรียน แต่ก็เป็นต้นเดี่ยวเล็กๆ ที่โดดเด่นอยู่ในโรงงาน และวันที่มั่นใจว่า ทุเรียนต้นนี้เขารอดแน่ๆ MD ท่านได้เรียกผมไปคุย ได้บอกว่า ขอบคุณสำหรับความพยายามทำให้ทุเรียนรอดมาได้ แล้วถามผมว่า "ดิลกซังเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้"

ผมตอบท่านว่า หลายอย่างเลยหนึ่ง ย้ำว่า Gemba คือการไปดูปัญหา เรื่องราวในหน้างาน เพื่อแก้ปัญหาจากของจริง ใช้ได้เสมอ

สอง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เงื่อนไขที่ดี จะทำให้สิ่งที่เราอยากให้เกิด อยากเห็น มันสามารถเป็นไปได้ ไม่ว่าเรื่องอะไร

สาม ทุกอย่างสำเร็จได้ หากเรามีทีมที่ดี มีความเชื่อร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน จะทำให้การพุ่งไปข้างหน้าเป็นไปอย่างมีพลัง

สุดท้าย ผมเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราได้พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า"

MD ท่านรับฟังผมจนจบ แล้วยิ้มอย่างพอใจ และบอกผมว่า

"ดิลกซัง สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุด ไม่ใช่ต้นทุเรียนต้นนี้อยู่รอด

แต่ที่ผมอยากเห็น คือ สิ่งที่ดิลกซังพูดมาทั้งหมด มาจากการที่ดิลกซังเรียนรู้ด้วยตนเอง"

ผมนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวขอบคุณ แล้วเดินออกมาอย่างผู้บรรลุธรรม

ขอบคุณ MD ขอบคุณหัวหน้าผมในเวลานั้น และสุดท้าย ขอขอบคุณทุเรียนต้นนั้นอย่างสุดใจ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน