
หุ้นไทยไตรมาส1บวก4.78% รายย่อยเทหนักกว่า2หมื่นล้านบาท
หุ้นไทยไตรมาสแรก 2562 บวก 4.78% ได้อานิสงส์ราคาน้ำมัน ฟื้นตัวและสงครามการค้าคลี่คลาย ไตรมาส 2 เคลื่อนไหวกรอบแคบรอการเมือง
หุ้นไทยไตรมาสแรก 2562 บวก 4.78% ได้อานิสงส์ราคาน้ำมัน ฟื้นตัวและสงครามการค้าคลี่คลาย ไตรมาส 2 เคลื่อนไหวกรอบแคบรอการเมือง
ดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาสแรกของปี 2562 ปิดที่ระดับ 1,638.65 จุด เพิ่มขึ้น 74.77 จุด หรือ 4.78% เทียบจากสิ้นปีก่อน ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2561 ปิดที่ 1,563.88 จุด
ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 16.75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8 แสนล้านบาท จากสิ้นปีก่อนที่มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 15.97 ล้านล้านบาท
สำหรับการซื้อขายรายกลุ่มนักลงทุน นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิมากที่สุด 2.21 หมื่นล้านบาท รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศขาย 1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่กองทุนซื้อมากสุด 3.24 หมื่นล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 2,716.76 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า หุ้นไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าได้รับการฟื้นตัวภาพใหญ่ 2 ปัจจัยหลัก คือ เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อน จนมาอยู่ในระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ประกอบกับสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนสถานการณ์คลี่คลายลง
"ตั้งแต่ต้นปีหุ้นไทยขึ้นเกือบ 5% เป็นระดับที่ขึ้นน้อยกว่าภูมิภาค เพราะ มีปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ส่วน หุ้นไทยที่ขึ้นคือช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. แต่พอเดีอน มี.ค. นักลงทุนเริ่มชะลอตัวจากการเลือกตั้ง พอเลือกตั้งแล้วนักลงทุน ก็ยังชะลอการลงทุนอยู่ เพราะว่ายังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลชัดเจน และมองดูแล้วว่าจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ที่ต้องดูจากนี้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่" นายณัฐชาต กล่าว
อย่างไรก็ดี หุ้นไตรมาส 2 นี้ ยังแกว่งตัวในกรอบแคบหรือไซต์เวย์เป็นหลัก โดยให้การเคลื่อนไหวในกรอบ 100 จุด กรอบดัชนี 1,580-1,680 จุด อีกทั้งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว และสถิติส่วนใหญ่เดือน พ.ค. ต่างชาติมักขายหุ้นไทย เพราะต้องมีการปรับพอร์ตหลังมีการรับเงิน ปันผล
ขณะเดียวกัน ต้องรอดูว่านักวิเคราะห์จะมีการปรับประมาณผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้อย่างไร เนื่องจาก บจ.จะต้องมีการตั้งสำรอง จาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีการตั้งสำรองที่น้อยอยู่
นายณัฐชาต กล่าวต่อว่า ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ดัชนีปรับขึ้นได้ โดยระดับหุ้นทั้งปี มองหุ้นดัชนีสูงสุดปีนี้อยู่ที่ 1,800 จุด ที่ระดับอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 15 เท่า แต่ต้องรอประเมินสถานการณ์อย่างอื่นประกอบด้วย กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น ดัชนีหุ้นขึ้นให้ขายและหุ้นลง ก็ให้ซื้อเป็นหลักตราบใดที่การเมืองในประเทศยังไม่ชัดเจน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ต้องถือว่าตอนนี้หุ้นไทยไม่ได้รับอานิสงส์ที่เม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสเคลื่อนย้ายกลับมาที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่เหมือนตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เพราะการเมืองไทยภาพยังไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากภาพการเมืองชัดเจนมีโอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินต่างชาติกลับมาสร้างความสมดุล (รีบาลานซ์) หลังจากที่ต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปตั้งแต่ปี 2556 กว่า 6 แสนล้านบาท และเมื่อสิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดโดยไม่รวมเอ็นดีวีอาร์ 22.6% และน่าจะกลับมาได้ที่ระดับ 24-25% หรือคิดเป็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาประมาณ 3.6 แสนล้านบาท เพราะทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่าเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามา 1.6 แสน ล้านบาท
"สิ่งที่นักลงทุนควรเลือกลงทุนหลักคือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และคาดว่าจะมีผลประกอบการที่ออกมาดีและจ่ายปันผล ซึ่งหากต่างชาติกลับมาก็จะเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีก่อนเป็นลำดับแรก" นายเทิดศักดิ์ กล่าว







