
กรมศิลป์ เปิดความรู้ใหม่ด้านโบราณคดี พบที่ลุ่มน้ำลพบุรี
กรมศิลปากรเปิดความรู้ใหม่ด้านโบราณคดี ที่ จ.ลพบุรี
กรมศิลปากรเปิดความรู้ใหม่ด้านโบราณคดี ที่ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2562 พร้อมกับจัดงานฉลอง 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อิตาลี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์
ความรู้ใหม่นี้ ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน หลังจากใช้เวลาขุดค้นและศึกษาติดต่อกันนาน 30 ปีภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร กับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างชาติ อาทิ มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการโบราณคดีโลหะวิทยาในประเทศไทย (Thailand Archaeometallurgy Project: TAP) สถาบัน Istituto Italiano per il Medio ed Estremo Oriente: IsMEO ประเทศอิตาลี ภายใต้โครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี (Lopburi Regional Archaeology Project: LoRAP) ประชาชนสนใจเข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ณ ตึกพระประเทียบ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จ.ลพบุรี โทร.036-411-458 อีเมล [email protected] Facebook:
ข้อมูลที่กรมศิลป์ว่าเป็นความรู้ใหม่ ได้แก่ ชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องมือของใช้ในชีวิตมนุษย์ ทั้งขณะที่ยังมีชีวิต และตายไปแล้ว ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรีเมื่อประมาณ3,800-1,000 ปีมาแล้ว โดยพบว่ามีแหล่งโบราณคดีกระจายตัวอยู่กว่า 116 แหล่ง แสดงถึงความหนาแน่นของชุมชน ศักยภาพความสมบูรณ์ทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและธรณีวิทยาในลุ่มแม่น้ำลพบุรีได้เป็นอย่างดี
จากหลักฐานที่พบสามารถให้ความกระจ่างชัดจนเป็นข้อมูลวิชาการทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ ในขณะเดียวกันนี้ยังแสดงถึงความสมบูรณ์เชิงพื้นที่ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีสำคัญ เช่น แหล่งโบราณคดีท่าแค อ.เมือง แหล่งโบราณคดีเนินดิน-เขาทรายอ่อน อ.เมือง แหล่งโบราณคดีพุน้อย อ.บ้านหมี่ และแหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย อ.โคกสำโรง มีผลจากการศึกษาวิจัยในลุ่มแม่น้ำนี้ โดยแบ่งเป็น 6 หัวข้อ คือ 1.พืช สัตว์ และสภาพแวดล้อม 2.ความงามและรื่นรมย์ในชีวิต 3.งานสร้างสรรค์เครื่องใช้ไม้สอย 4.ความเชื่อและความตาย 5.แหล่งผลิตโลหะระดับภูมิภาค 6.ความเชื่อมโยงกับบ้านเมืองทั่วเอเชีย ซึ่งโบราณวัตถุทั้งหมดจะร้อยเป็นเรื่องราวแสดงพัฒนาการว่าชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรีเป็นแหล่งบ่มเพาะและก่อให้เกิดรากฐานทางวัฒนธรรม จนสามารถพัฒนามาสู่บ้านเมืองในยุคปัจจุบัน
พลับพลาตรีมุข
ในการจัดโครงการสื่อมวลชนสัญจรสู่ จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และ จ.สุพรรณบุรี วันที่ 15-16 มี.ค. 2562 กรมศิลปากร นำสื่อมวลชนเข้าชมพลับพลาตรีมุข ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดย อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นวิทยากร บรรยายว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพลับพลาตรีมุุข หลังจากประกอบพิธีบวงสรวงอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีมังคลาภิเษกในพ.ศ. 2450 และเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถาน รวมทั้งทรงใช้รับรองพระราชอาคันตุกะด้วย
สันนิษฐานว่าพลับพลาตรีมุข ตั้งในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเคยเป็นพระที่นั่งเบญจรัตน์มหาปราสาท ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อประทับส่วนพระองค์ และใช้กันต่อมาจนถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
พลับพลาตรีมุข เคยใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ในสมัยสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รวม 4 ครั้ง คือ ประกอบพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราชหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2453 ต่อมาพระองค์ยังได้เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราชอีก 3 ครั้ง
รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราชเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2469
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2496 เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2531
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ศูนย์กลางสุพรรณซิตี้
เมื่อคณะสื่อมวลชนเดินทางถึง จ.สุพรรณบุรีได้ศึกษาดูงานการดำเนินงานทางโบราณคดีณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งผลจากการดำเนินงานนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณสุพรรณบุรี สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น และน่าจะมีการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งถูกทิ้งร้างไปภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ก่อนเข้ามาบูรณะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระปรางค์ศูนย์กลางของเมืองสุพรรณในวัดนี้คือที่พบกรุพระผงสุพรรณหนึ่งในเบญจภาคี ที่มีชื่อเสียง นอกจากนั้นก็มีพระกำแพงศอก เนื้อชิน ใครมีไว้ไฟไม่ไหม้บ้าน และที่นักร้องเพลงเพื่อชีวิตชาวสุพรรณบูชาและนำติดตัวเสมอคือพระมเหศวร ที่ได้จากกรุในวัดนี้เช่นกัน
สระศักดิ์สิทธิ์แห่งชาติไทย
ช่วงนี้คนไทยกำลังเรียนรู้เรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมศิลป์จึงพาไปสังเกตสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 คือ สระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ ที่ ต.สระแก้ว อ.เมือง ห่างจากตัว จ.สุพรรณบุรี ประมาณ 14 กิโลเมตร
น้ำจากสระทั้ง 4 จัดว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาติ ที่ใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งข้อมูลต่างๆ นั้นได้จาก อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ที่เป็นวิทยากร
เท่าที่สังเกตด้วยสายตา สระทั้ง 4 ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม จาก อบต.ท่าเสด็จจึงเห็นภูมิทัศน์ และสภาพแวดล้อมทั่วไปดีมาก
การดำเนินโครงการสื่อมวลชนสัญจร นับเป็นโอกาสอันดีที่กรมศิลปากรจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานของกรมศิลปากรในการเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจในการดำเนินโครงการต่างๆ ให้กับสาธารณชน ก่อให้เกิดความร่วมมืออันจะเป็นประโยชน์ต่อการปกป้อง ดูแลรักษา และอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป







