
ฎีกายกฟ้องอุ้มฆ่าซาอุ
ปิดคดี “อัลรูไวลี” ศาลฎีกายกฟ้อง 5
ปิดคดี “อัลรูไวลี” ศาลฎีกายกฟ้อง 5 อดีตตำรวจข้อหาอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย
ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย โดยยกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติพ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดีและ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ฟื้นคดีขึ้นเมื่อปี 2552 โดยแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญาที่ตนได้กระทำไว้ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดฯ โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
อย่างไรก็ดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 31 มี.ค. 2557 เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานโจทก์เข้าเบิกความต่อศาล มีเพียงบันทึกคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัย เท่านั้น ทั้งยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยเกี่ยวกับแหวนทองคำของผู้ตาย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ทั้งนี้ พนักงานอัยการจึงยื่นอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาในปี 2559 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัยต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ อ้างว่าพบเห็นนายโมฮัมหมัดด้วยตัวเองที่โรงแรมและพบแหวนของนายโมฮัมหมัดตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งควรที่จะนำมาให้พนักงานสอบสวนในขณะนั้น แต่กลับปล่อยเวลาทิ้งไว้ถึง 5 ปี
ขณะที่เจ้าของร้านเพชรและช่างซ่อมแหวนเบิกความว่า แหวนที่นำมาซ่อมนั้นไม่มีร่องรอยไฟไหม้ ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย อ้างว่าได้แหวนมาจากจำเลยที่ 4 ที่นำมาจากก้นถังน้ำมัน 200 ลิตร ที่เผาทำลายนายโมฮัมหมัด ประกอบกับญาติของนายโมฮัมหมัดก็ไม่อาจยืนยันว่าแหวนดังกล่าวเป็นของนายโมฮัมหมัด จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
สำหรับศาลฎีกาพิจารณาว่า คำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัยให้การกลับไปกลับมาสับสน อีกทั้งพยานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพแหวน ไม่ปรากฏว่าเคยถูกไฟไหม้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน้อย และยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนให้ยกฟ้องเช่นกัน







