
ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่บริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บนแนวคิด “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต เศรษฐกิจเข้มแข็ง : เลือกประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล” โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมอย่างคึกคัก อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส. ในกทม.ทั้ง 30 เขต โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น
จุรินทร์ กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีบุคคลเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้งหมดที่ 68 คน และคนกว่า 60% ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคใด แต่ยังไม่ตัดสินใจอยู่อีกเกือบครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ดังนั้น การพบปะประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจหันมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และมีพรรคการเมืองเพียง 3 ขั้วเท่านั้นที่มีโอกาสจะตั้งรัฐบาล เพื่อไทยหรือไทยรักไทยเดิม ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดใน 3 คน เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคพลังประชารัฐก็ประกาศจะเอา พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่างไปจากพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเลือก อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยหรือว่าไทยรักไทยเดิมเคยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คน ไปทัศนศึกษาต่างประเทศแล้ว 2 คน ถูกยึดอำนาจไป 2 ครั้ง พร้อมชี้ว่า รัฐบาล 5 ปีที่ผ่านมามีความล้มเหลวได้เศรษฐกิจรวยกระจุกจนกระจาย
ด้าน ชวน กล่าวปราศรัยว่า การหาเสียงครั้งนี้ลงพื้นที่มาแล้ว 47 จังหวัด 127 เขต สิ่งหนึ่งที่ได้รับฟังมาทั้งหมดร้อยละ 100 มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจรายได้ไม่พอรายจ่าย ปัญหาความยากจน ปัญหาข้าวของแพง ขายของไม่ได้ ซึ่งปัญหาเกิดจากรายได้ที่ลดน้อยลงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมาตลอดรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ตามตัวเลขนี้มาตั้งแต่ต้น และตนเองเป็นตัวแทนพรรคทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ส่งรายละเอียดรายได้แต่ละจังหวัดทุกภาค ซึ่งค่าเฉลี่ยแล้วรายได้ลดลง สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ว่าจะแก้ปัญหาความยากจน
แม้รัฐบาลจะประกาศว่า ให้คนจนหมดไป แต่ในที่สุดแล้วประเทศไม่สามารถก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางและส่วนใหญ่รายได้ลดลง ถ้าเทียบกับปี 2554 มาถึงปีนี้รายได้ต่อครัวเรือนลดลงกว่า 14,131 บาท พร้อมเน้นย้ำการสร้างโอกาสทางการศึกษาโดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และต้องสร้างจิตสำนึกให้ใช้ทุนคืน ปลูกฝังการสร้างคนดีเพื่อเป็นหัวใจการพัฒนาบ้านเมือง ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เรียกว่า “สร้างคน”
ชวน ยังกล่าวถึงสมัยแพ้เลือกตั้งให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เพียง 2 คะแนนเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วสามารถรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า แต่เมื่อเคยกล่าวไว้ว่าพรรคที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 จะต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน จึงเลือกที่จะรักษาคำพูดแทนการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี







