posttoday
ทริสลดเครดิตTTCL

ทริสลดเครดิตTTCL

16 มีนาคม 2562

ทริสฯ ลดเครดิต TTCL หลังโครงสร้างการเงินอ่อนแอ

ทริสฯ ลดเครดิต TTCL หลังโครงสร้างการเงินอ่อนแอ จุกสำรองหนี้ สปป.ลาว ฉุดกำไรสะสมหายเกือบเกลี้ยง

ทริส เรทติ้ง ประกาศลดอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท ทีทีซีแอล (TTCL) เป็น “BB+” จาก “BBB-” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเป็น “Stable” หรือ “คงที่” การลดอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทที่อ่อนแอลงเนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้การค้าจำนวนมาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีปัญหาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และเป็นผลจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องขณะที่ภาระหนี้ทรงตัวระดับสูง

“ผลการดำเนินงานของ TTCL ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อ่อนแอลงมาก เป็นผลจากการชะลอการลงทุนของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในภาคเอกชนในปี 2561 ทำให้รายได้ลดลงอยู่ที่ 8,400 ล้านบาท จาก 1.05 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และประมาณ 2 หมื่นล้านบาท/ปี ในช่วงปี 2557-2559 ซึ่งรายได้อ่อนตัวลงตามมูลค่างานในมือที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) ที่เริ่มลดน้อยถอยลง”

สำหรับปี 2561 ผลงาน TTCL ต่ำกว่าที่ทริสฯ ประมาณการไว้มีกำไรขั้นต้นที่ขาดทุน 70 ล้านบาท จากมีโครงการบางส่วนที่มีต้นทุนก่อสร้างเกินงบประมาณ ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับลบ 0.8% โดยลดลงอย่างมากจากระดับ 7-8% ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ลงมาอยู่ที่ลบ 24.4% จากระดับ 7.6% ในปี 2560

นอกจากรายได้ที่ลดลงอย่างมากแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระเงินเป็นจำนวนมากจากโครงการเหมืองเกลือ (Rock Salt Project) ซึ่งเป็นงานก่อสร้างโรงงานผลิตเกลือใน สปป.ลาว ที่เริ่มงานก่อสร้างโรงงานดังกล่าวในปี 2559 แต่เจ้าของโครงการได้สั่งระงับการก่อสร้างเมื่อกลางปี 2560 ทำให้บริษัทมียอดลูกหนี้การค้าค้างชำระและค่าก่อสร้างที่ยังไม่ได้เรียกชำระจำนวน 2,300 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญประมาณ 1,300 ล้านบาท ทำให้ปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 2,000 ล้านบาท ซึ่งการขาดทุนจำนวนมากนี้ ทำให้กำไรสะสมของบริษัทสูญไปเกือบหมด และทำให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงมากยิ่งขึ้น

ทริสฯ เห็นว่าผลขาดทุนที่เกิดจากโครงการก่อสร้างดังกล่าวนั้นมีมหาศาล ส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงจนถึงระดับที่ต้องปรับลดอันดับเครดิต บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้วลดลงถึงครึ่งหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยลดเหลือเพียง 2,700 ล้านบาท ในปี 2561 จาก 6,300 ล้านบาท ในปี 2559 ทั้งนี้ ในอนาคตบริษัทจะยังคงมีภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงอยู่ต่อไป

สำหรับปี 2562-2564 ภาระหนี้จะอยู่ที่ 8,000-1 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะอยู่ในระดับเกินกว่า 70% สูงกว่าประมาณก่อนหน้านี้ มีความเสี่ยงที่จะผิดข้อกำหนดในเงื่อนไขการกู้ยืมเงินได้ ส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ 600-700 ล้านบาท/ปี และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินรวมจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ 5% เทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ 5-8% ขณะที่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่ 2.85 เท่า เป็นไปตามข้อกำหนดทางการเงินของหุ้นกู้ที่ไม่เกิน 3 เท่า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ