posttoday
ขายกองทุน LTF ดีไหม

ขายกองทุน LTF ดีไหม

07 มีนาคม 2562

คำถามที่นักลงทุนมักถามเป็นประจำอีกคำถามหนึ่งคือ “กองทุน LTF ที่ซื้อไว้ครบอายุแล้ว ควรขายดีไหม”

เรื่อง ศรศักดิ์ สร้อยแสงจันทร์ BF Knowledge Center กองทุนบัวหลวง

คำถามที่นักลงทุนมักถามเป็นประจำอีกคำถามหนึ่งคือ “กองทุน LTF ที่ซื้อไว้ครบอายุแล้ว ควรขายดีไหม” จากการพบปะพูดคุยกับนักลงทุน พอจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

กลุ่มแรกเป็นนักลงทุนที่มุ่งเน้นการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ได้คาดหวังในผลตอบแทนจากกองทุน LTF โดยเชื่อตามคำแนะนำของผู้ขายว่า หากถือจะครบเกณฑ์ 5 ปี 7 ปี จะไม่ขาดทุน เมื่อครบกำหนดถือครอง หากมีกำไรก็พร้อมจะขายโดยไม่ลังเลสงสัย ส่วนนักลงทุนที่มีความต้องการใช้เงินเพื่อการใดที่ชัดเจน เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ชำระหนี้ มักจะตัดสินใจขายกองทุนด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องขอคำปรึกษาจากผู้แนะนำการลงทุนเช่นกัน

กลุ่มที่ 2 เป็นนักลงทุนที่เข้าใจความเสี่ยงและผลตอบแทนของกองทุนหุ้น และพร้อมลงทุนตามเกณฑ์เพื่อได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยมองว่าการลดหย่อนภาษีเป็นเพียงของแถม เป็นกลุ่มที่ชอบถามไถ่กันอยู่เสมอว่า “ขายดีไหมๆ” พอถามกลับไปว่า ถ้ายังไม่มีเรื่องต้องใช้เงินแล้วจะขายทำไม คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่คือ “กลัวหุ้นตกแล้วมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) จะลดลง กลัวขาดทุน กลัวกำไรหดหาย” เมื่อถามต่อไปว่า ถ้าขายแล้วจะนำเงินไปลงทุนอะไร มักตอบว่า “ยังไม่รู้ เอาไว้ค่อยคิด ขอขายเอากำไรเข้ากระเป๋าก่อน” แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังมองเงินลงทุนในกองทุน LTF แยกส่วนกับเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่น โดยไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน และพิจารณาสินทรัพย์ทุกรายการแยกจากกันโดยเด็ดขาด

เช่นเดียวกับนักลงทุนที่เล่นหุ้น ซึ่งมองหุ้นแต่ละตัวแยกออกจากกัน หุ้นใดมีกำไรก็ขายออกไปก่อน แล้วค่อยไปหาหุ้นตัวใหม่เล่นหรือกลับเข้าไปซื้อตัวเดิมใหม่ ส่วนหุ้นตัวใดขาดทุนก็ทนถือต่อไป หรือทนไม่ไหวก็ขายตัดขาดทุนโดยพิจารณาหุ้นเป็นตัวๆ ไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนประเภทเก็งกำไรระยะสั้น บางท่านที่ลงทุนและถือครองกองทุน LTF ได้ถึง 5 ปี เพราะถูกบังคับด้วยเงื่อนไขทางภาษี หากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวอาจขายกองทุนทันทีที่มีกำไร แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มีแนวคิดในการบริหารเงินลงทุนโดยจัดสรรเงินลงทุนในพอร์ตให้เป็นสัดส่วนที่เรียกว่า Asset Allocation

โดยในการจัดสรรเงินลงทุนจะต้องพิจารณาเป้าหมายการลงทุน ผลตอบแทนที่คาดหวังและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และพิจารณาสินทรัพย์ที่ลงทุนต่างๆ อย่างสัมพันธ์กัน ทั้งสินทรัพย์เสี่ยงสูงและต่ำ หากใช้หลักการดังกล่าวพิจารณา กองทุน LTF ซึ่งลงทุนในหุ้น ถือเป็นส่วนหนึ่งสินทรัพย์เสี่ยงที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงในระยะยาวเช่นเดียวกับหุ้นและกองทุนหุ้นทั่วไป การขายกองทุน LTF จากพอร์ตแล้วถือเงินสดหรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่หุ้น มีผลให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นลดลงจากแผนลงทุน อาจทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตไม่บรรลุเป้าหมายการลงทุนที่วางไว้

ในขณะที่นักลงทุนบางท่านมีความตั้งใจจะลงทุนในกองทุนหุ้น แต่เห็นว่ามูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของ LTF ผันผวนขึ้นลงตามภาวะตลาดหุ้น เมื่อครบกำหนดถือครองแล้ว ถ้ามีกำไรและคาดการณ์ว่าตลาดจะปรับตัวลง จะรีบขายกองทุนเพื่อทำกำไรไปก่อน แล้วรอจังหวะซื้อกองทุนหุ้นกองอื่นเพื่อหวังจะทำกำไรในรอบต่อไป หากถือ LTF ต่อไปโดยไม่ทำอะไร จะเป็นการเสียโอกาส นักลงทุนกลุ่มนี้มีความคิดว่ากองทุนหุ้นก็เหมือนหุ้นตัวหนึ่งที่ NAV ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนราคาหุ้น จึงนิยมซื้อขายเก็งกำไรแบบเดียวกับการเล่นหุ้น ซึ่งได้เคยให้ข้อคิดในบทความก่อนหน้านี้ว่า การซื้อขายกองทุนมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการซื้อขายหุ้น และ NAV อาจไม่เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น รวมทั้งนักลงทุนอาจคาดการณ์ตลาดหุ้นผิดพลาด โอกาสทำกำไรจากการซื้อขายกองทุนมีค่อนข้างน้อย จึงไม่ควรลงทุนแบบเก็งกำไรกับกองทุนหุ้น

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนที่ดีจากกองทุน LTF และกองทุนหุ้น มากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ ขอให้ท่านเริ่มศึกษาทำความเข้าใจเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนและวางเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนก่อน เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดว่า ท่านควรลดหรือเพิ่มสัดส่วนในกองทุนหรือสินทรัพย์แต่ละประเภทเมื่อไหร่และอย่างไร โดยไม่หลงซื้อๆ ขายๆ กองทุนไปตามภาวะตลาดที่ยังไม่เคยมีใครคาดการณ์หรือทำนายได้อย่างถูกต้องตลอดเวลา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท