posttoday
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (97)

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (97)

24 กุมภาพันธ์ 2562

ครั้นก่อนหน้าวันที่ 24 เพียงน้อยวัน ได้นัดประชุมกันที่บ้านพระยาทรงฯ

ครั้นก่อนหน้าวันที่ 24 เพียงน้อยวัน ได้นัดประชุมกันที่บ้านพระยาทรงฯ มีหัวหน้าสำคัญๆ มาประชุมเช่นเคย จนถึงวันประชุมวันนี้ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ผู้อำนวยการฝ่ายทหารยังไม่ทราบรายชื่อของพวกที่จะร่วมด้วย พวกหัวหน้าต่างๆ เขาก็ไม่ยอมบอกให้ว่ามีใครบ้าง บอกแต่เพียงจำนวนพอประมาณ เป็นอันว่าเท่าที่ผู้อำนวยการทหารรู้แน่ว่าเป็นพวกก็มีอยู่ดังต่อไปนี้

พวกของ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช

1.พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

2.พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์

3.พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการ

4.พ.ต.หลวงชำนาญยุทธศิลป์

5.พ.ต.หลวงสวัสดิ์รณรงค์

6.พ.ต.หลวงสฤษดิ์ยุทธศิลป์

7.ร.อ.หลวงรณสิทธิพิชัย

4.5.6.7. สี่คนนี้เป็นครูอยู่ในโรงเรียนนายร้อยใต้บังคับบัญชาพระยาทรงฯ

นอกจาก 7 คนนี้ยังมี ร.อ.หลวงทัศนีย์นิยมศึก นายทหารม้า ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นครูสอนในโรงเรียนทหารม้า เวลานี้ตายเสียแล้ว ทั้งคนนี้ด้วยเป็น 8 คนด้วยกันที่นับว่าใช้ได้แน่

พวกของหลวงประดิษฐมนูธรรม ไม่ทราบว่ามีเท่าใดและใครบ้าง ได้เห็นอยู่ 2-3 คนเท่านั้นรวมทั้บนายประยูรซึ่งเป็นผู้ติดต่อระหว่างพวกต่างๆ

พวกของหลวงสินธุ์ฯ ไม่ทราบว่ามีเท่าไรและใครบ้างเห็นแต่พระประศาสน์ฯ ติดต่ออยู่กับหลวงศุภชลาศัย

พวกของหลวงพิบูลฯ ก็ไม่ทราบว่ามีใครบ้างเช่นเดียวกัน

เมื่อพิจารณาตามนี้จะเห็นได้ว่า หัวหน้าที่จะเป็นผู้ดำเนินการปฏิวัติ มีลูกมือที่เรียกใช้ได้แน่นอนเพียง 8 คนเท่านั้น นอกจากนั้นไม่แน่และไม่รู้เสียด้วยว่ามีตัวจริงอยู่หรือเปล่า และเป็นคนชนิดไหนจำนวนเท่าใด

ในวันประชุมครั้งสุดท้าย หัวหน้าฝ่ายพลเรือนหลวงสินธุ์ฯ และหลวงพิบูลฯ ต้องการทราบอย่างแน่นอนว่าผู้อำนวยการฝ่ายทหารได้มีกำลังอยู่ในกำมือไว้แล้วเท่าใด เป็นทหารกรมไหนบ้าง ผู้อำนวยการฝ่ายทหารได้แจ้งความจริงให้ทราบว่ายังไม่มีอะไร นอกจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 แต่ในวันปฏิวัติซึ่งกำหนดวันที่ 24 จะต้องได้ทหารในกรุงเทพฯ ทั้งหมด เมื่อถูกซักไซ้ว่าจะได้มาอย่างไรและจะทำอย่างไร ผู้อำนวยการฝ่ายทหารไม่ยอมบอกว่าจะได้มาด้วยวิธีไร จะทำอย่างไรเป็นแต่ขอให้หัวหน้าต่างๆ นำลูกน้องของตัวมาในวันที่ 24 เวลา 05.00 น. ที่ตรงการรถไฟตัดถนนห่างจากบ้านพระยาทรงฯ ประมาณ 200 เมตร ส่วนทหารเรือไม่ต้องมา ให้หลวงสินธุ์ฯ นำทหารเรือทั้งนายและพลทหารเท่าที่จะรวมได้ มีกระสุนพร้อม มาถึงหน้าที่พระลานพระบรมรูปทรงม้า เวลา 06.00 น. ตรง ทหารบกทั้งหมดจะไปถึงที่นั้นตามกำหนดเวลานี้ ส่วนพวกพลเรือนให้แบ่งแยกไปคุมตามวังเจ้าที่สำคัญๆ ไว้อย่าให้เล็ดลอดออกมาปฏิบัติการใดๆ โดยเราไม่รู้ สำหรับกรมพระนครได้ฟังสวรรค์ฯ นั้นใช้คนจำนวนให้มากเข้าไปในวังเพื่อเชิญตัวมาที่พระที่นั่งอนันต์ฯ เมื่อได้ฟังเช่นนี้ผู้หนึ่งจะขอถอนตัว อ้างว่าไม่มีทางสำเร็จเลย ไม่เห็นมีอะไรเป็นกำลังที่ทำให้เขาอุ่นใจ และไม่ใช่คำตอบที่แน่นอน เป็นแต่พูดว่าจะมาหรือไม่มายังไม่แน่ส่วนหลวงสินธุ์ฯ ตกลงจะทำตามกำหนด

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (97)

จากผลของการประชุมครั้งสุดท้าย ผู้อำนวยการฝ่ายทหารจะต้องตกลงใจลงมือปฏิวัติในวันที่ 24 ด้วย จำนวนนายทหารที่แน่นอนจริงๆ 8 นายกับหลวงสินธุ์ฯ พร้อมด้วยนายและพลทหารเรือซึ่งไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด (หลวงสินธุ์ฯ ในขณะนั้นมิได้มีอำนาจบังคับหน่วยทหารเรือเป็นแต่เพียงครูในโรงเรียนนายเรือ เพราะฉะนั้นจำนวนทหารจะมีมากไม่ได้)

ความคิดของผู้อำนวยการฝ่ายทหารในเวลานั้น มิได้เปิดเผยให้ใครทราบเฉพาะพระยาพหลฯ และพระประศาสน์ฯ เท่านั้นที่รู้มาก พระประศาสน์ฯ รู้เกือบทุกอย่าง เมื่อถูกซักถามจากผู้ที่ร่วมด้วยก็บอกแต่เพียงว่า ถึงวันที่ 24 เป็นได้ทหารหมดทั้งกรุงเทพฯ การที่ปกปิดไว้เป็นความลับจนถึงชั่วโมงสุดท้ายนั้น ผู้อำนวยการวฝ่ายทหารถือว่าเป็นการสำคัญที่สุด มิฉะนั้นการปฏิวัติจะไม่สำเร็จเลย ถ้าเปิดเผยให้พวกร่วมด้วยรู้เสียก่อน เขาก็จะต้องถอนตัวออกหมด แทนที่จะมี 10 คน คงจะเหลือ 3 คนเท่านั้น มีอยู่คนหนึ่งซึ่งในระยะหลังชักจะไม่ค่อยเอาใจใส่อยู่แล้ว หากบอกแผนให้รู้ก็ต้องถอนตัวแน่นอนทีเดียว
พระยาฤทธิ์ฯ ได้รับมอบหน้าที่ให้นำรถยนต์บรรทุกสำหรับลากปืนใหญ่ชนิดอริสมาตั้งเตรียมพร้อมไว้ที่สนามฝึกหัดของเขาเวลา 05.00 น. โดยอ้างว่าจะตรวจรถยนต์ทั้งหมดของกรมทหารปืนใหญ่ของเขา แล้วก็ให้ตัวเขาทำเป็นเดินตรวจรถไปมา รอจนกว่าหัวหน้าจะไปถึงเพื่อสั่งการใช้รถยนต์นั้น แผนของผู้อำนวยการก็มีอยู่ว่า จะต้องรวบรวมทหารให้มากที่สุดเท่าที่จะรวมมาได้จากกรมกองทหารในกรุงเทพฯ ไปรวมไว้ที่พระนั่งอนันต์ฯ และบังคับทหารเหล่านั้นไว้ให้อยู่ในมือ เชิญเจ้าชั้นผู้ใหญ่บางองค์เข้ามาคุมไว้ในพระที่นั่งอนันต์ฯ สำหรับเป็นประกัน เพื่อมิให้พระเจ้าแผ่นดินคิดแก้ไขเหตุการณ์ โดยที่กลัวภัยจะมาถึงเจ้าผู้ใหญ่ที่ถูกคุมอยู่นั้น ผู้บังคับการกรมต่างๆ ผู้บัญชาการกองพลแม่ทัพของทหารในกรุงเทพฯ ตลอดจนเสนาธิการทหารบกจะต้องถูกนำตัวมาคุมไว้ในระหว่างนี้เองจะได้ทำหนังสือนำไปกราบบังคมทูลขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ

ไม่มีปัญหาอะไรถ้ารวบรวมทหารในกรุงเทพฯ ได้เป็นส่วนมากและบังคับทหารนั้นไว้ได้แล้วการปฏิวัติก็ต้องสำเร็จ เพราะอำนาจอยู่ที่ทหารเท่านั้น ตำรวจและราษฎรในกรุงเทพฯ จะไม่ทำอะไรเลย ปัญหามีอยู่ว่าจะได้ทหารมาอย่างไร

ในเมื่อพวกร่วมมือด้วยกัน ไม่มีใครสั่งทหารได้เลยสักคนเดียวยกเว้นพระยาฤทธิ์ฯ ซึ่งสั่งได้เฉพาะกรมของเขาเท่านั้น แต่ก็เป็นทหารเล็กน้อยและไม่สำคัญ ผู้อำนวยการฝ่ายทหารได้เลือกใช้วิธีลวงและอาศัยความรวมเร็วกะทันหันมิทันให้ใครได้มีเวลาได้สติ และไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ลวงเอาทหารไปให้ได้และเร็วที่สุดการติดต่อทางโทรศัพท์ตั้งแต่เวลาเช้ามืด ต้องป้องกันไว้โดยมอบให้นายประยูรเป็นผู้จัดการเพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมไปรษณีย์อยู่เวลานั้น

ทางหัวเมืองต่างๆ ผู้อำนวยการฝ่ายทหารไม่เอาใจใส่และไม่วิตกถึงเลยเพราะการที่จะรวบรวมทหารจากหัวเมืองมาคิดแก้ไขเหตุการณ์นั้นจะต้องใช้เวลามาก กว่าพวกหัวหน้าฝ่ายทหารทางหัวเมืองจะรู้เรื่องกระจ่างแจ้งก็เป็นเวลาที่จัดการในกรุงเทพฯ เสร็จหมดแล้ว และต่างคนต่างจะยกทหารมาจากหัวเมืองโดยลำพังนั้นไม่ได้ ทั้งเวลานั้นทหารหัวเมืองก็มาแต่ทหารใหม่ ทหารปีที่ 1 ลาพักไปหมดแล้วทหารใหม่ยังไม่มีค่าทางทหารเท่าใดและอาวุธสำคัญๆ ก็อยู่ในกรุงเทพฯ หมด

แผนที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารคิด ที่นับว่าเป็นส่วนสำคัญๆ มีอยู่เท่านี้ ไม่มีปัญหาอะไรย่อมมีส่วนบกพร่องเพราะผู้อำนวยการไม่ได้เปิดเผย พระประศาสน์ฯ เป็นผู้ช่วยในการทำแผนบ้าง การทำรายละเอียดลงในกระดาษก็ไม่มี เพราะไม่แน่ว่าตำรวจจะมาค้นบ้างเมื่อใดจึงคัดแต่ส่วนสำคัญๆ ไว้แต่ในตัวเท่านั้น ไม่ให้มีหลักฐานที่จะเป็นผลร้ายในเมื่อเกิดจับกุมขึ้นเสียก่อน ปรากฏภายหลังว่าตำรวจได้เอาชื่ออำนวยการฝ่ายทหารไปถวายกรมพระนครสวรรค์ฯ เหมือนกันแต่พระองค์ท่านไม่เชื่อ การที่ตำรวจรู้เรื่องเป็นเลาๆ ว่าจะมีการปฏิวัติขึ้นนั้น ไม่มีปัญหาอะไรเพราะพวกหนุ่มๆ คุยกันไม่ได้ เท่าที่ได้ยินภายหลัง

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางคนทราบล่วงหน้า ฉะนั้นก่อนหน้าวันที่ 24 จึงมีพลตำรวจมาคุมบ้านผู้อำนวยการฝ่ายทหาร, พระประศาสน์ฯ และหัวหน้าสำคัญๆ แต่ก็มิได้จับกุมอะไร อาจเป็นเพราะตำรวจรู้สึกว่าถ้าทหารทำการปฏิวัติเขาก็มีเหตุผลเห็นสมควรด้วย

 การเตรียมการของหัวหน้าฝ่ายทหารในการยึดอำนาจ

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (97)

เป็นที่ตกลงกันแล้วระหว่างผู้อำนวยการฝ่ายทหารกับหัวหน้าฝ่ายพลเรือนว่าทางฝ่ายทหารจะยึดอำนาจไว้ให้เท่านั้น ส่วนการดำเนินการทางหนังสือเกี่ยวด้วยการขอรัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญ การตั้งสภาฯ และรัฐบาลเหล่านี้ ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายพลเรือนทั้งสิ้น

วันที่ 23 เป็นวันเตรียมการของผู้อำนวยการฝ่ายทหาร ได้ไปพบผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยเวลานั้นเป็นนายพลโทพระเหี้ยมใจหาญ และขอให้ผู้บังคับการโรงเรียนนำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดไปที่หน้าพระลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้นักเรียนทั้งหมดได้ดูการฝึกหัดต่อสู้รถรบ โดยจะขอให้มีรถจริงๆ มาทำให้ดู ไม่เป็นการยาก ในการที่ผู้บังคับการโรงเรียนจะยินดีทำตาม เพราะผู้บังคับการโรงเรียนมีความนิยมอยู่ในตัวของผู้อำนวยการฝ่ายทหารอยู่แล้ว และผู้อำนวยการฝ่ายทหารย่อมเป็นอาจารย์ใหญ่สอนวิชาทหารอยู่ในโรงเรียนนั้นด้วย จึงเป็นอันตกลงได้โดยง่าย ต่อจากนี้ก็ได้ไปหาผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีก 2 คน ขอร้องให้นำทหารของตัวไปฝึกหัดที่หน้าพระลานในเช้าวันที่ 24 เวลา 06.00 น. เพื่อจะได้ขอแรงให้ทหารเหล่านั้นได้มีส่วนช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนจะให้ทำอะไรจะบอกในเช้าวันนั้น ต่อจากนั้นได้ไปหาผู้บังคับกองพันทหารช่างที่บางซื่อ ขอร้องให้เขานำทหารของเขาทั้งหมดมาฝึกหัดที่สนามหน้าโรงทหารของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือเล็กน้อย ในการฝึกต่อสู้รถรบ ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ไม่เป็นการยากที่จะตกลงเพราะพวกนี้รู้จักทั้งนั้น และเนื่องจากเป็นใหญ่กว่าจึงเกรงใจและไม่ซักถามอะไร

การนัดหมายให้ทำเช่นนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ทหารมารวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นการสะดวกที่จะรวบรวมเอาในตอนรุ่งเช้าเท่านั้นเอง มิฉะนั้นเขาก็ให้ทหารกระจายกันไปฝึกหัดห่างไกลเป็นการยากแก่การรวบรวม นอกจากนี้มิได้นัดหมายใครไว้อีก เป็นแค่คิดจะไปรวมเอาในตอนท้ายโดยไม่รู้ตัว เป็นอันว่าการเตรียมการในวันที่ 23 หมดเพียงเท่านี้ เป็นการเตรียมการเพียงเล็กน้อยแต่รักษาความลับไว้อย่างมิดชิด

ทหารที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ เวลานี้ มีกรมทหารราบที่ 3 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ทั้งสองกรมนี้กรมละ 3 กองพัน กับมีกรมทหารราบที่ 2 อีก 1 กรม ในจำนวนทหารราบได้นัดหมายกับผู้บังคับกองพันไว้เพียง 2 คนเท่าที่กล่าวมาแล้วเป็นกองพันในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก 1 กองพัน และกองทัพในกรมทหารราบที่ 2 อีก 1 กองพัน แต่ก็ได้นัดหมายเพียงให้เอาทหารปีที่ 2 มาเท่านั้น

เป็นอันว่าจนถึงเวลากลางคืนวันที่ 23 ก็ยังไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นที่นับว่าแน่นอน นอกจากกรมทหารปืนใหญ่ของพระยาฤทธิ์ฯ อย่างเดิมเท่านั้นเอง

 วันที่ 24 มิถุนายน

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (97)

สำหรับวันนี้ผู้อำนวยการฝ่ายทหาร ได้นัดเวลาพบ 05.00 น. โดยกะว่าจะสั่งมอบหน้าที่ให้เสร็จภายในเวลาเพียงประมาณ 15 นาที แล้วจะได้รีบไปยังกรมทหารม้าซึ่งกะไว้เป็นที่หมายอันแรก ให้ถึงก่อนเวลาเป่าแตรปลุกทหารเพียงเล็กน้อย (เวลาปลุกทหาร 05.30 น.)

นายร้อยเอกหลวงทัศนัยฯ กับนายทหารม้าชั้นนายร้อยโทและนายร้อยตรีอีก 3 นาย มาถึงบ้านพระยาทรงสุรเดชเป็นพวกเราเวลา 04.00 น.เศษ เนื่องจากมีเวลามากจึงได้ทำความเข้าใจกันละเอียดลออนายทหารม้าทั้ง 4 คนนี้ได้รับมอบให้นำรถยนต์เกราะกับรถเล็ก 3 เดนลอยด์ ออกจากโรงให้หมดและควบคุมตลอดทางไปหน้าพระลาน

เวลา 05.00 น. ผู้อำนวยการฝ่ายทหารมาถึงตำบลนัดพบ มีพวกของผู้อำนวยการเองทั้งหมดรออยู่ที่นั่นจึงเริ่มสั่งการ ข้อความสำคัญที่สั่งก็คือเราจะต้องไปกรมทหารม้าก่อน เพื่อให้ได้รถยนต์เกราะและรถรบเล็กไว้ในมือ ต่อจากนั้นจึงไปกรมทหารปืนใหญ่เพื่อบรรทุกทหารขึ้นรถยนต์ของปืนใหญ่ แล้วนำไปหน้าพระลาน พระยาพหลฯ มีหน้าที่งัดคลังกระสุนของกรมทหารม้ากับหลวงสฤษดิ์ยุทธศิลป์ แล้วอำนวยการขนกระสุนมาขึ้นรถใช้ทหารซึ่งจะส่งให้ภายหลัง (เครื่องมืองัดกุญแจคลังได้เตรียมเอามาในรถด้วยแล้ว) พระประศาสน์ฯ มีหน้าที่ไปปลุกและคุมตัวนายดาบพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ฯ มาที่หน้าที่ว่าการทหารม้า ผู้อำนวยการจะรวมนายทหารม้าของกรมทหารม้าทั้งหมด ณ ที่นั้น หลวงชำนาญยุทธศิลป์ หลวงสวัสดิ์รณรงค์ และหลวงรณสิทธิพิชัย มีหน้าที่ขึ้นไปบนโรงม้าแล้วปลุกเร่งทหารแต่งตัวโดยเร็วไม่ให้ล้างหน้าและเรียกแถวคุมจากโรงม้าที่ถนนหน้ากรมทหารม้า และนำเดินไปกรมทหารปืนใหญ่ (โรงทหารม้าอยู่ห่างจากโรงทหารปืนใหญ่ระยะทางเดินประมาณ 10 นาที)

เวลาสุดท้ายก่อนสั่งเสร็จ พวกหลวงพิบูลฯ มาถึงมีนายทหารมาด้วยอีกหลายนาย จำไม่ได้ว่ามีกี่คน ผู้อำนวยการฝ่ายทหารจึงได้มอบหน้าที่ให้ไปคุมบ้านผู้การทหารม้าและถ้าออกมาก็ให้เชิญตัวขึ้นรถคุมไว้ อย่าให้ติดต่อกับทหารได้เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี