posttoday
อนาคตไอพีโอเหนื่อย กลต.เข้มใช้งบย้อนหลัง 3 ปี

อนาคตไอพีโอเหนื่อย กลต.เข้มใช้งบย้อนหลัง 3 ปี

23 กุมภาพันธ์ 2562

แน่ชัดแล้วว่าปี 2562 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

แน่ชัดแล้วว่าปี 2562 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไม่ได้มีการประเมินหรือตั้งเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) เหมือนที่ผ่านมา เพราะ “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ไม่อยากให้มองเป้าหมายเพียงระยะสั้น และมองว่ายุคนี้ ตลท.มีหลายเรื่องที่ต้องเปลี่ยนหลักและกระบวนการทำงาน โดยมุ่งเป้าหมายไปสู่ระยะยาวมากกว่าที่ปี 2566 ต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 30 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันอยู่ที่ 108% ของจีดีพี

Reform บริการ บจ.

กลยุทธ์หนึ่งที่ ตลท.เลือกทำคือต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและกฎเกณฑ์ (Reform) ให้บริการแบบครบวงจร (One-stop-services) ในส่วนงานผู้ออกหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต้องปรับตัว ทั้งด้านรับหลักทรัพย์การดูแล บจ. บริการหลังการซื้อขาย การพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และจะขยายสู่ผู้ร่วมตลาดอื่นๆ ในอนาคต เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่ายของอุตสาหกรรมตลาดทุนทั้งระบบ รวมถึงการปฏิรูปกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และให้ บจ.เกิดความคล่องตัวในการเป็นหลักทรัพย์อย่างยั่งยืน

“แมนพงศ์ เสนาณรงค์” รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ บอกว่าไตรมาส 3 นี้น่าจะเริ่มกระบวนการทำงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้ จากเจ้าหน้าที่การตลาดที่ดูแล บจ.ก่อนหรือหลังเข้าไอพีโอมาเป็น “Relationship Manager (RM)” ที่ RM คนเดียวสามารถดูแลและให้คำปรึกษา บจ.นั้นไปในระยะยาว ซึ่งหลังจากได้เริ่มให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ลองปฏิบัติงานแบบครบวงจรหรือบางส่วนก็ได้มีการปฏิบัติงานอย่างนี้มาอยู่แล้ว สำหรับพนักงานหรือเจ้าหน้าที่การตลาดของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ถือว่ามีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งสุดท้าย บจ.เข้ามาแล้วเหมือนมีที่ปรึกษาการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ในระยะยาวได้ โดยเวลามีข้อสงสัยก็ไม่ต้องถาม ตลท.ที หรือ ก.ล.ต.ทีอย่างเมื่อก่อน ทุกอย่างจบที่ RM คนเดียว

ห่วง 5 ปีข้างหน้า IPO ลดลง

แหล่งข่าวจากที่ปรึกษาทางการเงินแสดงความกังวลว่า ใน 5 ปีข้างหน้ามองว่าจะมีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจะมาจดทะเบียนเข้า mai น้อยลง หลังเกณฑ์การขายหุ้นไอพีโอที่เข้มงวดจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2567 ที่กำหนดให้บริษัทที่จะยื่นคำเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) เพื่อขออนุญาตจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องเปิดเผยรายงานทางการเงินเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี ภายใต้มาตรฐานการรายการทางการเงินที่เทียบเท่าสากล และตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล จากเมื่อก่อนกำหนดให้รายงานงบการเงินเฉพาะงวดปีล่าสุดและไตรมาสล่าสุดเท่านั้น

สิ่งที่กระทบและเห็นผลชัดเจนบริษัทกลางและเล็กหรือสตาร์ทอัพหมดโอกาสที่จะเข้ามาระดมทุนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายที่ต้องการให้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือการระดมทุนให้กับขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งจากเดิมใช้เวลา 3-4 ปี ในการเตรียมตัว แต่จากนี้บริษัทกลางและเล็กนอกจากจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ในการเตรียมตัวแล้ว อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำงานอีกมาก ประกอบกับตอนนี้ยังมีปัญหาผู้ตรวจสอบบัญชีหรือบุคลากรที่ทำงานด้านนี้ขาดแคลนและทำงานกันไม่ทันกับบริษัทที่ต้องการใช้ตลาดทุนในการระดมทุน ซึ่งก็ถือเป็นผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดขึ้น เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ขณะที่บริษัทบัญชีหรือผู้ตรวจสอบบัญชีก็จะเลือกบริษัทขนาดใหญ่ก่อนเป็นลำดับแรก

“สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส กล่าวว่า ตอนที่ ก.ล.ต.เฮียริ่งที่ปรึกษาทางการเงินก็แสดงความคิดและให้ข้อมูลกันเต็มที่อยู่แล้ว แต่เมื่อกฎเกณฑ์ออกมาก็ต้องปฏิบัติกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยและยากขึ้น ทั้งที่ปรึกษาทางการเงินและบริษัทขนาดกลาง-เล็กเองด้วย เพราะต้นทุนการดำเนินงานเขาก็จะเพิ่มขึ้นกัน ซึ่งปกติบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ต้องมีการเตรียมตัวที่นานอยู่แล้วเพราะต้องจัดระบบระเบียบทำบัญชี เตรียมตัวบุคลากรและปรับปรุงองค์กร

ขายต่างประเทศต้องงบ 3 ปี

“พงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.กสิกรไทย (KS) กล่าวว่า งานไอพีโอของบริษัทถือว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวเพราะปกตินำบริษัทขนาดใหญ่เข้า SET และต้องใช้งบการเงิน 3 ปีอยู่แล้ว เนื่องจากต้องมีแบ่งสัดส่วนไอพีโอเสนอขายให้นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ที่ปกติมาตรฐานสากลก็ต้องให้ใช้งบ 3 ปี ย้อนหลัง สิ่งที่ ก.ล.ต.ปรับก็เพื่อให้เท่าเทียมกับมาตรฐานของสากลและเพื่อนบ้าน

“เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะกระทบกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กในเรื่องของเวลาที่อาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเสนอจายไอพีโอมากขึ้น รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่อยากให้มองในมุมว่าสิ่งที่จะได้กลับมาคือคุณภาพของบริษัทที่จะเข้ามาด้วย เมื่อก่อนอาจจะใช้ งบ 1 ปี แต่บางครั้งบริษัทที่มีคุณภาพผลของกำไรสุทธิก็เป็นบทพิสูจน์ได้ ดังนั้นแนะนำว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กต้องมีการเตรียมขยับขนาดของบริษัทตัวเองให้ใหญ่ขึ้นมา และมีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวให้เข้มแข็งขึ้น”

ทั้งนี้ ยังชื่อว่าตลาดไอพีโอยังมีบริษัทที่ยังต้องการระดมทุนต่อเนื่องไม่ว่าจะขนาดไหน เพราะปัจจุบันขนาดของเศรษฐกิจและและขนาดของตลาดทุนก็มีขนาดใหญ่และเติบโตขึ้นจากเมื่อก่อน ขณะเดียวกันโลกกำลังหมุนเวียนเปลี่ยนเร็วจากเทคโนโลยี ก็ทำให้เกิดธุรกิจขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้ง
บริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ก็อยู่ในช่วงที่เจเนอเรชั่นรุ่น 2 เป็นต้นไป ส่วนใหญ่มีมุมมองที่ต้องการมีความเป็นมืออาชีพและต้องการเข้าตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังมีอยู่ในทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อย

IPO ม.ค.ไทยรั้งที่ 1 อาเซียน

จากการเปิดเผยข้อมูล ตลท.ประจำเดือน ม.ค. ระบุว่า มูลค่าการระดมทุนหุ้นไอพีโอเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังครองอันดับหนึ่ง ตลาดหุ้นที่มีการระดมทุนทั้งหมด 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ระดมทุนทั้งหมด 75 ล้านดอลลาร์ และอันดับสาม คือตลาดหุ้นมาเลเซีย ระดมทุนทั้งหมด 25 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ เดือน ม.ค. มีหุ้นไอพีโอทั้งหมด 3 แห่ง คือ บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ดีเวลลอปเมนท์ (SAAM) บริษัท ซี เอ แซด(ประเทศไทย) หรือ CAZ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เอส ไพรม์ โกรท (SPRIME) มีมูลค่าการระดมทุนทั้งหมด 4,923 ล้านบาท และมาร์เก็ตแคปทั้งหมด 6,099 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ