
อยู่เมืองร้อน
ปีแล้วปีเล่า ที่อากาศช่วงหน้าร้อนแผลงฤทธิ์ให้เราเลิกกังขาในความหฤโหดที่แผดกล้าสยบทุกสิ่งทุกๆ
ปีแล้วปีเล่า ที่อากาศช่วงหน้าร้อนแผลงฤทธิ์ให้เราเลิกกังขาในความหฤโหดที่แผดกล้าสยบทุกสิ่งทุกๆ ปีเริ่มตั้งแต่ เดือน ก.พ. ลากยาวๆ เข้าปลาย พ.ค. ดีไม่ดีอาจจะลากยาวไปถึงสิ้น พ.ค. ความร้อนเจ้ากรรมก็ยังไม่ลดราวาศอก
แน่ใจได้เลยว่าในช่วงเวลาอันสาหัสนั้นการรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ก็ยิ่งพากันสามัคคีตอกย้ำให้รู้สึกสิ้นหวังที่จะเห็นความร้อนบรรเทาลง ในทำนองว่า อากาศที่เดือนพล่านอยู่ในแดดเต้นระยับนั้นเกิดจากความกดอากาศต่ำจากความร้อนที่เคยแผ่เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบนที่ได้รับปัจจัยเสริมจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆปกคลุมประกอบกับนับเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด แนวแสงอาทิตย์จึงยังคงเบนองศาไปจากเดิมไม่มาก อากาศในภาพรวมร้อนเฉลี่ยอยู่ที่ 36-40 องศาเซลเซียส บวกๆ
อากาศร้อนเป็นช่วงเวลาที่พึงระลึกไว้เสมอว่าจะต้องระมัดระวังและประหยัดทุกสิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการขยับร่างกาย หากอยู่ในช่วงวันหยุดยาวก็ยิ่งเป็นโอกาสของการแสดงจุดยืนในเรื่องนี้
คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่บอกให้เราต้องตระหนักเรื่องนี้ ก็คือ เราทุกคนเป็นสัตว์เลือดอุ่น ที่มีอุณหภูมิของร่างกายค่อนข้างคงที่ คือ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายได้จากการเผาผลาญอาหารแม้ขณะที่อยู่เฉยๆ หรือขยับร่างกายทำให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนยืดหดตัว
เมื่อเป็นเช่นนั้น ความร้อนก็เพิ่มขึ้นได้ทันทีที่เราออกกำลังกาย ร่างกายก็จำเป็นต้องมีวิธีระบายความร้อน เพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงไว้ที่ 37 องศาเซลเซียส ด้วยการระบายความร้อนออกมากับเหงื่อและเมื่อเหงื่อระเหยก็สร้างกระบวนการบรรเทาความร้อนส่วนหนึ่งออกจากร่างกายไปด้วย จึงรู้สึกเย็นลง
ขณะที่สัตว์เลือดอุ่นอื่นๆ อย่าง สุนัข วัว ควาย แกะ จะระบายความร้อนโดยการหายใจหอบเพื่อให้น้ำระเหยออกทางปาก แมว กระต่าย จิงโจ้ จะระบายความร้อนโดยการเลียอุ้งเท้า
หน้าร้อนของ ทุกๆ ปี เราจะพบเช่นกันว่า แทบทุกองคาพยพของเมืองใหญ่นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับความร้อนได้โดยไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าปั่นเครื่องปรับอากาศ เพราะส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต ซึ่งเราทั้งหลายต่างรู้ซึ้งกันดีว่าคอนกรีตนั้นสามารถรับแสงแดดร้อนๆตอนกลางวันมาเก็บไว้ในตัวเอง และปล่อยให้แผ่ออกมาอาละวาดในตอนกลางคืน กลางวันเราต้องทนกับแสงแดดขณะที่กลางคืนต้องทนกับคอนกรีต จึงไม่น่าแปลกที่แต่ละปีเราจะได้ยินข่าวยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นในทุกๆ ครั้งที่หน้าร้อนเวียนมาถึง
หากหลีกเลี่ยงที่จะเปิดแอร์ให้เปลืองไฟก็ต้องคิดแก้ปัญหานี้ในระยะยาว ซึ่งบ้านยุคใหม่นั้น ถูกออกแบบมาให้รับมือกับหน้าร้อนอย่างเป็นทางการ เน้นส่วนประกอบต่างๆ เพื่อสกัดความร้อน ว่ากันตั้งแต่หลังคาจนถึงพื้นดิน เริ่มจากหลังคาบ้านที่ติดตั้งระบบระบายความร้อนด้วยละอองน้ำติดตั้งฉนวนกันความร้อนไว้บริเวณฝ้าเพดาน กันความร้อนจากหลังคาไม่ให้เข้าบ้าน
ทิศตะวันตกในช่วงบ่ายจะเป็นเวลาที่ร้อนที่สุด ใช้วิธีติดตั้งฉนวนกันความร้อนสำหรับผนังเพื่อช่วยสกัดกั้นความร้อนที่จะแผ่เข้าบ้าน ปกติแล้วตัวบ้านซึ่งเป็นคอนกรีตที่ปะทะแสงแดดตลอดทั้งวันนั้นสามารถสะสมความร้อนได้เหมือนพื้นถนนหรือทางเดิน บ้านยุคใหม่จึงหันไปใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อนอย่างอิฐมวลเบา ที่มีฟองอากาศ กันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ4-8 เท่า
ส่วนรอบบริเวณบ้าน ก็มีการแนะนำให้ปลูกต้นไม้ที่ทนความร้อนอย่าง ต้นโมกซึ่งปกติชอบขึ้นตามริมน้ำ ลำคลอง แต่เป็นไม้อดทนได้ทั้งยามแล้ง และน้ำท่วมขังได้หากปลูกบริเวณที่โดนแดดก็ยิ่งงอกงามนอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปลูกเฟื่องฟ้าไม้รอเลื้อยที่ปกป้องตัวบ้านหรืออาคารจากแสงแดดได้ดี หรือไม้ทนแดดอีกชนิดหนึ่งก็คือ ผกากรอง ที่นิยมปลูกเป็นแปลงคลุมดิน แทรกตามจุดต่างๆ เป็นต้นไม้ที่ไม่มีศัตรูพืชมาคอยกัดแทะ ทนโรคต่างๆได้ดี
หน้าร้อน ในเมืองเป็นช่วงเวลาและสถานที่แห่งการทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจอย่างชนิดที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นๆ แม้ปกติหน้าร้อนนอกเมืองอาจจะต้องทนร้อนจากช่วงแดดจัดที่สาหัสไม่แพ้กัน แต่ตกกลางคืนต้นไม้ใบหญ้านอกเมืองนั้นไม่ได้หวงแหนความร้อนไว้เหมือนแผ่นคอนกรีต
อากาศร้อนในเมืองจึงร้อนแบบพิเศษคือร้อนลากยาวไปได้ข้ามวันข้ามคืนต่อเนื่องจนกว่าจะมีฝนตกลงมาบรรเทาช่วงกลางวันเราจะได้เห็นคนหลบร้อนไปแออัดกันอยู่ในห้างสรรพสินค้าเป็นจำนวนมาก จนเคยมีรายงานกันมาแล้วว่าเครื่องปรับอากาศของห้างสรรพสินค้าบางแห่งรับมือกับอากาศและจำนวนคนไม่ได้
เมื่อเห็นข่าวตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ร้อนอย่างแสนสาหัสทุบสถิติอีกปีหนึ่ง ก็ได้แต่ถอนหายใจและบอกตัวเองว่าจะทำไงได้ เราอยู่ในประเทศเขตร้อนถ้าชะตายังไม่ถึงฆาตถูกตรึงให้ต้องแห้งกรอบอยู่กลางแดด ก็ต้องสู้กันไปจนกว่าวันคืนจะผ่านพ้น







