
เอกชน-เอ็นจีโอหนุนจัดระบบรองรับภาษีสิ่งแวดล้อม
ถกภาษีสิ่งแวดล้อม เอกชน-เอ็นจีโอ สนับสนุนให้มีการจัดระบบบริหารจัดการรองรับ
ถกภาษีสิ่งแวดล้อม เอกชน-เอ็นจีโอ สนับสนุนให้มีการจัดระบบบริหารจัดการรองรับ
นางมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผอ.สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย ในงานเสวนา เรื่อง “ ชำแหละ ภาษีสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์จริงหรือ” ซึ่งจัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า มาตรการการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่า ปัจจุบัน ต้นทุนการจัดการสิ่งแวดล้อมมักจะถูกผลักให้เป็นภาระของสังคม และรัฐบาลยังคงยึดหลักการกำกับและควบคุมการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนดังกล่าวจัดว่า ค่อนข้างสูง และยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบชัดเจน แม้จะมีองค์กรที่ดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งนี้ หลักการของภาษีนี้ คือ นำเงินที่ได้ กลับไปดูแลสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป โดยไม่ได้คาดหวังถึงเรื่องของเม็ดเงิน เพราะภาษีสิ่งแวดล้อมยิ่งได้มากเท่าไร แสดงว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศล้มเหลวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมแบบนี้ เกิดขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศในอาเซียน เช่น ไทย เขมร ลาว และพม่า ยังไม่มี ซึ่งประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการเรื่องนี้ เพราะในอนาคต ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีจากการผลิตสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้หลักการและจุดประสงค์สำคัญของการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมมี 2 ประการ คือ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคในการก่อมลพิษ และเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดการก่อมลพิษ เช่น การเก็บภาษีมลพิษที่ระบายสู่สิ่งแวดล้อม ตามปริมาณน้ำเสียและอากาศส่งผลให้ผู้ก่อมลพิษพยายามดำเนินการและปรับปรุงระบบการผลิตเพื่อให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด
นายลวรณ แสงสนิท โฆษกสำนักเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวรัฐบาลไม่ได้ตั้งความหวังในเรื่องของเม็ดเงิน ทั้งนี้ เงินที่ได้จากภาษีนี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป โดยจะมีการตั้งกองทุน ซึ่งแตกต่างจากกองทุนสิ่งแวดล้อมตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 คือสามารถเข้าถึงกองทุนได้ง่าย เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว
สำหรับคณะกรรมการกองทุนนั้น มีทั้งหมด 16 คน เป็นตัวแทนจากรัฐบาลเพียง 7 คนอีก 9 คนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. ภาษีสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ยังได้ให้ 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปจัดทำข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อส่งให้กฤษฎีกาเพิ่มเติม เมื่อกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จจึงนำเข้าสู่สภา
ด้าน นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมเห็นด้วยในหลักการของภาษีสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งที่ต้องคิดต่อจากนี้ ก็คือ ทำอย่างไรให้ภาษีที่เก็บ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องการนำกลับไปบำรุงท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ต้องให้มีผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอัตราการ จัดเก็บอัตราภาษีหรือการใช้จ่ายเงินภาษีทำอย่างไรให้พอเหมาะ โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ เช่น การปล่อยน้ำเสีย ถ้าโรงงานควบคุมปริมาณน้ำเสียได้ดีกว่ามาตรฐานอาจไม่ต้องเสียภาษีตัวนี้ แต่ถ้ายังอยู่ในมาตรฐานต้องเสีย เป็นต้น ตนมองว่าถ้าจัดการมลพิษได้ดีจนถึงจุดที่ไม่ต้องจ่ายภาษีนี้ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการภาษีดังกล่าว โดยสิ่งสำคัญนอกเหนือจากนี้ ก็คือ การหามาตรการหรือแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการอย่างเป็นระบบ และมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง สำหรับสังคมไทยต่อไป







