
กองทุนฯอสังหาดุสิตธานี ลงทุน 3 โรงแรม
“กองทุนอสังหาฯ ดุสิตธานี” ลงทุน 3 โรงแรมรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ 7% ใน 4 ปีแรก บลจ.กรุงไทย คุยซื้อถูกกว่าราคาประเมิน 6.5%
“กองทุนอสังหาฯ ดุสิตธานี” ลงทุน 3 โรงแรมรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ 7% ใน 4 ปีแรก บลจ.กรุงไทย คุยซื้อถูกกว่าราคาประเมิน 6.5%
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย กล่าวว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (DTCPF) ที่มีนโยบายลงทุนโรงแรม 3 แห่ง ของ บริษัท ดุสิตธานี (DCT) มูลค่ากองทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท นั้นเป็นการลงทุนที่ได้ราคาต่ำกว่าราคาประเมินสูงสุดประมาณ 6.5%
ทั้งนี้ กองทุนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โรงแรม ดุสิต ลากูน่า ภูเก็ต และ โรงแรม ดุสิตดีทู เชียงใหม่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 76% ของมูลค่ากองทุน และอีก 24% เป็นการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะเวลา 30 ปี โรงแรม ดุสิตธานี หัวหิน และเสนอขายปลายเดือน พ.ย. และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้นเดือน ธ.ค.
“ใน 4 ปีแรก บริษัท ดุสิตธานี ในฐานะผู้บริหารโรงแรมจะรับประกันรายได้ค่าเช่าขั้นต่ำปีละ 385 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 7% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป แม้ว่า จะไม่มีการรับประกันรายได้ค่าเช่า แต่เชื่อว่า จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าที่รับประกัน” นายสมชัย กล่าว
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า ในปีที่โรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูงกว่า 70-75% กองทุนยังมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานอีกส่วนหนึ่งด้วย โดยใน 4 ปีแรก กองทุนจะได้รับส่วนแบ่ง 90% และผู้บริหารโรงแรม 10% ขณะที่ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไปยังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องการแบ่งผลตอบแทน ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะเพิ่มส่วนแบ่งให้ผู้บริหารเป็น 15% เพื่อเป็นการจูงใจในการบริหารงาน
ทั้งนี้ เมื่อปี 2552 โรงแรม ดุสิต ลากูน่า ภูเก็ต มีอัตราเข้าพัก 63% โรงแรม ดุสิตดีทู เชียงใหม่ 40% และ โรงแรม ดุสิตธานี หัวหิน 54%
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดุสิตธานี กล่าวว่า โรงแรมทั้ง 3 แห่งที่นำมาตั้งเป็นกองทุนนั้นอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่มีการตกแต่งใหม่ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นจะใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 ปี จึงจะต้องมีการปรับปรุงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
“ทั้ง 3 โรงแรมเปิดให้บริการมานานแล้ว มีประวัติการดำเนินงานที่ดีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจเรื่องผลตอบแทนว่าจะไม่มีปัญหา นอกจากนี้ บริษัท ดุสิตธานี ยังมั่นใจธุรกิจท่องเที่ยว ที่แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหามากมาย และส่วนใหญ่เป็นปัญหาทางการเมือง แต่เชื่อได้ผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว ทำให้อนาคตจะปรับตัวดีขึ้น และทำให้อัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นด้วย” นายชนินทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายชนินทธ์ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทจะรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ในไตรมาส 4 ปีนี้ ยกเว้น โรงแรม ดุสิตธานี หัวหิน จะเป็นการทยอยรับรู้รายได้ เนื่องจากเป็นการให้ค่าเช่า โดยบริษัทจะนำเงินจากการขายสินทรัพย์ไปลงทุนทำธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่า ในอีก 2-3 เดือนจะสามารถแจ้งรายละเอียดการลงทุนได้
“การกู้เงินเพื่อลงทุนอาจจะมีต้นทุนต่ำกว่าการตั้งกองทุน เพราะบริษัทมีหนี้น้อย ทำให้กู้เงินได้ง่าย แต่เราตั้งใจจะรักษาสัดส่วนหนี้ต่อทุนให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป และการตั้งกองทุนจะยิ่งทำให้หนี้ต่อทุนต่ำลงไปอีก” นายชนินทธ์ กล่าว







