posttoday
ลงทุนกับศึก ชิงเจ้าปัญญาประดิษฐ์จีน สหรัฐ

ลงทุนกับศึก ชิงเจ้าปัญญาประดิษฐ์จีน สหรัฐ

19 กุมภาพันธ์ 2562

ต้องยอมรับเลยครับว่ากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ต้องยอมรับเลยครับว่ากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นผู้นำของโลกทั้งทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การทหาร อิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างปฏิเสธได้ยาก

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสหรัฐและนวัตกรรมที่เกิดตามมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งนำพามาซึ่งอิทธิพลด้านอื่นๆ ของสหรัฐต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารแบบไร้สาย คือ เทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันที่สำคัญที่พลิกโฉมเศรษฐกิจทั่วโลกและช่วยสร้างความสำเร็จทางเศรษฐกิจให้สหรัฐอย่างมหาศาล บริษัทอย่าง Apple Microsoft Amazon Google Facebook Netflix กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเราอย่างแยกไม่ได้

คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารแบบไร้สาย คือ ตัวอย่างของเทคโนโลยีอเนกประสงค์ (General Purpose Technology) ที่ถูกคิดค้นขึ้นในอดีตและมีผลสำคัญต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและขีดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของคนทั่วโลก

ส่วนเทคโนโลยีอเนกประสงค์ล่าสุดที่กำลังถูกพัฒนาขีดความสามารถเพื่อเข้าผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษถัดไป คือ ปัญญาประดิษฐ์ หลายคนอาจรู้สึกว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องไกลตัวและไม่รู้เลยว่าชีวิตประจำวันทุกวันนี้ของเราได้ใช้บริการจากปัญญาประดิษฐ์อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าผมจะเล่าว่าทุกฟีดใน Facebook ทุกคลิปใน YouTube ทุกสินค้าที่แสดงใน Lazada ทุก Search ใน Google แท็กซี่ทุกคันที่ส่งมาโดย Grab ล้วนได้รับความช่วยเหลือจากการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของบริการเหล่านี้ เราอาจจะเห็นความใกล้ตัวของปัญญาประดิษฐ์กันมากขึ้น จริงๆ แล้วทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ถูกลองนำมาใช้ในธุรกิจและบริการต่างๆ มากมาย เช่น การวินิจฉัยโรค การตัดสินใจอนุมัติเงินกู้ลูกค้า รถยนต์ไร้คนขับ โรงงานไร้ผู้คุม เป็นต้น

ประเทศใดที่สามารถเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีแนวโน้มอย่างสูงที่จะสามารถสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษข้างหน้านี้ แม้การคิดค้นและวิจัยเรื่องปัญญาประดิษฐ์ในอดีตที่ผ่านมาจะนำโดยสหรัฐอีกเช่นเคย แต่ 10 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนได้มีการลงทุนการวิจัยทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐในเรื่องปัญญาประดิษฐ์จนแซงหน้าสหรัฐในหลายๆ ด้าน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ผมมองว่าอาจจะเป็นตัวผลักดันให้จีนขึ้นมาเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกได้ในครั้งนี้ คือ ปริมาณข้อมูลที่รัฐบาลและบริษัทจีนเก็บรวบรวมจากทุกฝีก้าวของชีวิตประชาชนของเขา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้เป็นฐานในการเรียนรู้เพื่อสร้างขีดความสามารถของระบบ

สังคมจีนไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อสิทธิและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเนื่องจากสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่สร้างจากปรัชญาการเมืองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิของบุคคลนัก แต่ปัจจัยนี้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้ในการเรียนรู้ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีการพัฒนาและใช้ปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เช่น Alibaba Tencent Baidu ผงาดขึ้นมาแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ทางสหรัฐได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ธุรกิจหนึ่งที่ Tencent เป็นเจ้าของที่มีโมเดลทางธุรกิจที่ไม่มีใครเหมือน คือ บริการ WeChat ในจีน ซึ่งบริการนี้ถูกใช้ในชีวิตประจำวันของคนจีนอย่างขาดไม่ได้ ตั้งแต่ใช้ทำทุกธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน สั่งอาหารและจ่ายกับข้าว เปิดร้านซื้อขายของ เรียกแท็กซี่ แชตแชร์กับเพื่อนและที่ทำงาน ไปจนถึงจองทริปพักร้อนจองร้านอาหาร ซึ่ง WeChat ยังคงขยายบริการอย่างต่อเนื่อง เช่น ล่าสุดเปิดบริษัทลูกใช้ปัญญาประดิษฐ์ปล่อยกู้ส่วนบุคคลโดยอาศัยข้อมูลที่ WeChat เก็บบนมือถือในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ที่จีนจะนำมาใช้สร้างธุรกิจใหม่ในอนาคต อย่างที่สหรัฐอาจไม่สามารถมีข้อมูลมาทำได้

สงครามการค้าที่เป็นประเด็นระหว่างจีนและสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะเริ่มจากความไม่พอใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่ขาดดุลการค้าให้แก่จีนเป็นจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นความชัดเจนของข้อขัดแย้งที่มุ่งเน้นไปเรื่องการคุ้มครองสิทธิทางปัญญาและเทคโนโลยี ที่สหรัฐมองว่าจีนนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปต่อยอดแล้วนำกลับมาเอาชนะการแข่งขันทางการค้ากับสหรัฐ

อย่าลืมนะครับว่าธุรกิจของ Alibaba Tencent Baidu ล้วนเกิดมาจากการนำเทคโนโลยีของบริษัทอเมริกาไปต่อยอดในจีน โดยรัฐบาลจีนใช้นโยบายกีดกันบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีอย่าง Google Amazon ไม่ให้สามารถเข้าไปแข่งขันได้อย่างเสรี และประเด็นสำคัญต่อมาที่ผมอยากชี้ให้เห็น คือ ข้อมูลที่ใช้เชื่อมโยงระบบปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกจะต้องรับส่งกันผ่านเทคโนโลยีสื่อสารบนเครือข่าย 5จี แห่งอนาคต ซึ่งคงไม่ใช่ความบังเอิญที่บริษัท Huawei เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในเครือข่าย 5จี ที่ว่านี้ เราคงได้ยินกรณีการจับกุมผู้บริหารระดับสูงที่เป็นลูกสาวผู้ก่อตั้ง Huawei โดยรัฐบาลแคนาดาภายใต้คำขอของสหรัฐ

ด้วยเหตุที่เล่ามาทั้งหมดนี้ครับ ผมจะบอกว่า สงครามการชิงความเป็นเจ้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีนและสหรัฐจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต รูปแบบการเผชิญหน้าและการปะทะคงจะมีในหลายรูปแบบ วันนี้ในรูปแบบสงครามการค้าและคดีจับกุมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน วันหน้าคงต้องดูกันต่อไป

แต่อย่างน้อยวันนี้ผมขอทิ้งท้ายทิปการลงทุนไว้หน่อยครับว่า สหรัฐหรือจีนไม่ว่าใครจะชนะเกมนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากทั้งสองประเทศอย่าง Microsoft Amazon Google Facebook Netflix Alibaba Tencent Baidu น่าจะเป็นโอกาสการลงทุนระยะยาวที่ดีเมื่อซื้อในจังหวะที่เหมาะสม ในยุคนี้ลงทุนหุ้นไทยอย่างเดียวไม่พอแล้วจริงๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี