
40 ปีการสาธารณสุขมูลฐาน (10)
วันสุดท้ายของการประชุมที่อัลมา-อะตา ที่ประชุมได้ออกปฏิญญา ดังนี้
วันสุดท้ายของการประชุมที่อัลมา-อะตา ที่ประชุมได้ออกปฏิญญา ดังนี้
การประชุมนานาชาติเรื่องการสาธารณสุขมูลฐาน ในกรุงอัลมา-อะตา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2521 แสดงถึงความจำเป็นเร่งด่วนโดยรัฐบาล คนทำงานด้านสุขภาพและการพัฒนาทุกคนและชุมชนชาวโลก ในการพิทักษ์และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกคนในโลก ขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า
1.ที่ประชุมยืนยันหนักแน่นว่า สุขภาพซึ่งหมายถึงสุขภาวะอันสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม และไม่เพียงปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และการบรรลุถึงระดับสูงสุดของสุขภาพ เป็นเป้าหมายทางสังคมที่สำคัญที่สุดทั่วโลก
2.ความไม่เสมอภาคในสถานะสุขภาพของประชาชนที่ปรากฏ โดยเฉพาะระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา เช่นเดียวกับความไม่เสมอภาคภายในประเทศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ทั้งทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ และเป็นข้อห่วงใยร่วมกันของทุกประเทศ
3.พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และสังคมตามระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจนานาชาติ เป็นพื้นฐานสำคัญของการบรรลุถึงสุขภาพดีถ้วนหน้าอย่างเต็มที่ และเพื่อลดช่องว่างระหว่างสถานะสุขภาพของประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว การส่งเสริมและการพิทักษ์สุขภาพของประชาชน
มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และเกื้อหนุนต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และต่อสันติภาพของโลก
4.ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะเข้าร่วมทั้งโดยปัจเจก และโดยร่วมกันในการวางแผนและดำเนินการเพื่อการบริการสุขภาพของพวกเขา
5.รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชนของตน ซึ่งจะบรรลุได้โดยมีมาตรการทางสุขภาพและสังคมที่เพียงพอเท่านั้น เป้าหมายหลักทางสังคมของรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศและชุมชนโลกทั้งหมดในทศวรรษข้างหน้าควรบรรลุถึงโดยประชาชนทั้งหมดในโลก เมื่อ พ.ศ. 2543 ถึงระดับสุขภาพที่จะสามารถสร้างผลิตภาพได้ดีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ การสาธารณสุขมูลฐานคือกุญแจให้บรรลุเป้าหมายนี้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้วยจิตวิญญาณแห่งความยุติธรรมในสังคม
6.การสาธารณสุขมูลฐาน คือบริการสุขภาพที่สำคัญตามหลักการที่ปฏิบัติได้ ถูกหลักวิชาการ โดยวิธีการและเทคโนโลยีที่สังคมยอมรับให้ทุกคนและทุกครอบครัวเข้าถึงได้โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในราคาที่ชุมชนและประเทศแบกรับได้ ในทุกระยะของการพัฒนา ด้วยจิตวิญญาณของการพึ่งตนเองและการตัดสินใจด้วยตนเอง การสาธารณสุขมูลฐานเป็นจุดตั้งต้นที่ประชาชน ครอบครัว และชุมชนจะเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของประเทศซึ่งจะนำบริการไปให้ใกล้ที่อยู่อาศัยและที่ทำงานของประชาชนให้มากที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการที่ต่อเนื่อง
7.การสาธารณสุขมูลฐาน : (1) สะท้อนและวิวัฒนาการจากภาวะทางเศรษฐกิจ และลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองของประเทศและชุมชน และอยู่บนพื้นฐานของการประยุกต์ผลที่เกี่ยวข้องทางสังคม การวิจัยทางชีวเวชศาสตร์ และสุขภาพ และประสบการณ์ด้านสาธารณสุข (2) แก้ปัญหาหลักด้านสุขภาพในชุมชน ให้บริการด้านส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูอย่างเหมาะสม
(3) ประกอบด้วยอย่างน้อยที่สุด คือ ก.การศึกษาเรื่องปัญหาสุขภาพ และวิธีการป้องกันและควบคุมปัญหาเหล่านั้น ข.ส่งเสริมด้านอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง ค.การจัดหาน้ำสะอาด และการสุขาภิบาลพื้นฐาน ง.การอนามัยแม่และเด็ก รวมทั้งการวางแผนครอบครัว จ.การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่สำคัญ ฉ.การป้องกันและควบคุมโรคประจำถิ่น ช.การรักษาโรคและการบาดเจ็บที่พบบ่อย และซ. การให้ยาที่จำเป็น
(4) นอกเหนือจากภาคสาธารณสุข ต้องเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาประเทศและชุมชนโดยเฉพาะด้านการเกษตร ปศุสัตว์ อาหาร อุตสาหกรรม การศึกษา การเคหะ งานสาธารณะต่างๆ การคมนาคม และอื่นๆ โดยต้องมีการร่วมมือประสานงานกันของทุกภาคส่วน
(5) ต้องส่งเสริมปัจเจกชนและชุมชนทั้งในการพึ่งตนเองและการมีส่วนร่วมสูงสุดในการวางแผน จัดองค์กร ดำเนินการ และควบคุมการสาธารณสุขมูลฐาน ให้มีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและในประเทศอย่างเต็มที่ โดยต้องให้การศึกษาอย่างเหมาะสมให้ชุมชนมีความสามารถในการเข้าร่วม
(6) ควรให้เกิดความยั่งยืนโดยมีระบบส่งต่อที่บูรณาการการทำงาน และการหนุนช่วยซึ่งกันและกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบบบริการที่ครอบคลุมถ้วนหน้าโดยให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีความจำเป็นสูงสุดก่อน
(7) ขึ้นกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทั้งในพื้นที่และในหน่วยรับส่งต่อ รวมทั้งแพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ พนักงานผู้ช่วย และผู้ปฏิบัติงานชุมชน ตามความเหมาะสม รวมทั้งหมอพื้นบ้านที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสมทั้งทางวิชาการและด้านสังคมให้สามารถทำงานร่วมกับทีมสุขภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการอันจำเป็นของชุมชนได้
8.ทุกรัฐบาลควรกำหนดนโยบายแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ เพื่อเริ่มและธำรงรักษาการสาธารณสุขมูลฐานในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมือง เพื่อระดมทรัพยากรของชาติ และใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างสมเหตุผล
9.ทุกประเทศควรร่วมมือในฐานะเป็นหุ้นส่วน และให้บริการเพื่อประกันการสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อประชาชนทุกคนจนบรรลุสุขภาพของประชาชนในประเทศโดยตรง และก่อประโยชน์แก่ประเทศอื่นๆ ด้วย ในบริบทดังกล่าวนี้ รายงานร่วมขององค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟเป็นพื้นฐานอย่างดีสำหรับการดำเนินงาน และการพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานได้ทั่วโลก
10.การบรรลุสุขภาพดีถ้วนหน้า เมื่อปี 2543 ในระดับที่ยอมรับได้ สามารถบรรลุโดยการใช้ทรัพยากรโลกให้เต็มที่มากขึ้นและดีขึ้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาล องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆรวมทั้งองค์กรทั้งพหุภาคี ทวิภาคี องค์กรเอกชน หน่วยงานให้ทุนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคน และชุมชนทั้งโลก ให้การสนับสนุนพันธกรณีของชาติและนานาชาติต่อการสาธารณสุขมูลฐาน และเพิ่มการสนับสนุนทั้งวิชาการและเงินทุนเพื่อการนี้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่ประชุมเรียกร้องทุกองค์กรที่กล่าวแล้วร่วมมือกันทำ พัฒนา และธำรงรักษาการสาธารณสุขมูลฐานให้สอดคล้องกับจิตวิญญาณ และเนื้อหาแห่งปฏิญญานี้







