
จับตา 4 สถานการณ์เดือนกุมภาฯ ชี้ชะตาทิศทางการค้าโลกปี’62
ผ่านมาแล้วครึ่งทางสำหรับเดือน ก.พ. 2562
ผ่านมาแล้วครึ่งทางสำหรับเดือน ก.พ. 2562 ที่หลายเหตุการณ์ดูเหมือนจะเอื้อให้อุปสงค์ในประเทศกลับมาอยู่ในโมเมนตัมที่ดีขึ้น หลังสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยตลอดเดือน ม.ค. เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญทั้งตรุษจีน วาเลนไทน์ และมาฆบูชา กลับมาคึกคักอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากมองออกไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พบว่ายังคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นควันแห่งความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.พ. ที่จะมี 4 สถานการณ์ความขัดแย้งที่ต้องจับตามอง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้าโลกและการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2562 ซึ่งผมจะอุปมาความขัดแย้งแต่ละเรื่องเป็นการแข่งขันฟุตบอล 4 นัด โดยจะเรียงลำดับตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทย ดังนี้
l นัดเปิดสนาม : รัฐบาลสหรัฐ VS พรรคฝ่ายค้าน ความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐ รอบล่าสุดปะทุขึ้นหลังพรรครีพับลิกันของทรัมป์ไม่สามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาได้ในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงปลายปี 2561 นำมาสู่ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณจนทำให้เกิดการปิดหน่วยงานราชการที่กินเวลานานที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 35 วัน ในเดือน ม.ค. โดยล่าสุดแม้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทรัมป์จะยอมถอยด้วยการผ่านร่างงบประมาณใช้จ่ายชั่วคราวไปจนถึงเดือน ก.ย. 2562 ด้วยความไม่เต็มใจเท่าใดนัก เนื่องจากร่างงบประมาณข้างต้นได้ตัดงบในการสร้างกำแพงกั้นสหรัฐกับเม็กซิโกเหลือเพียง 1,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่ทรัมป์ต้องการถึง 5,700 ล้านดอลลาร์ ทำให้ล่าสุดทรัมป์ได้ออกมาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency) เพื่อหางบประมาณเพิ่มเติมในการสร้างกำแพงตามที่ต้องการ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้าน ทำให้ผมคาดว่าน่าจะมีการฟ้องร้องกันอีกหลายระลอก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐมีโอกาสปะทุขึ้นตลอดเวลา ประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประจำและงบลงทุนของภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการทางการคลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เป็นการบีบให้เฟดเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่น่าจะต้องใส่เกียร์ถอยหลังมากขึ้นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้ชะลอลง สะท้อนได้จากการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 30 ม.ค. เป็นครั้งแรกที่เฟดใช้คำพูดว่า“Patient” หรืออดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงและกระทบต่อกำลังซื้อของชาวอเมริกัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐและการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าส่งออกรวม
l นัดกระชับมิตร : สหรัฐ VS เกาหลีเหนือ หลังจากผู้นำเกาหลีเหนือตกลงกับทรัมป์เพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ในการประชุมที่สิงคโปร์เมื่อเดือน มิ.ย. 2561 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมออกมาอีกเลย ทำให้ประชาคมโลกมองการประชุมที่ผ่านมาเป็นเพียงการประชุมเชิงสัญลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทรัมป์ได้ประกาศระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีว่าเขากับคิมจะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 27-28 ก.พ. ที่ประเทศเวียดนาม
ผมมองว่าการประชุมที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากการที่เกาหลีเหนือตกลงจะยุติโครงการนิวเคลียร์ หรืออย่างน้อยตกลงที่จะหยุดซ้อมยิงขีปนาวุธ ย่อมส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าโลก โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในพิสัยของขีปนาวุธทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 และ 15 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนรวมกันราว 12% ของมูลค่าส่งออกรวม
l นัดรองชนะเลิศ : สหรัฐ VS เวเนซุเอลา ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะพูดถึงเวเนซุเอลา ซึ่งประธานาธิบดีมาดูโรกำลังถูกหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐกดดันอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากผมมองว่าเวเนซุเอลาเป็น 1 ใน 14 ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) และยังเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก โดยมากกว่าสหรัฐถึงเกือบ 10 เท่า เวเนซุเอลาจึงเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายลำดับต้นๆ ที่สหรัฐหวังจะเข้าไปแสวงหาทรัพยากรและลู่ทางธุรกิจ ซึ่งล่าสุดสหรัฐและหลายชาติทั่วโลกก็ได้ประกาศรับรอง ฮวน ไกวโด ประธานสภาเวเนซุเอลาที่แต่งตั้งตัวเองเป็นรักษาการแทนประธานาธิบดี รวมถึงประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ของเวเนซุเอลา เพื่อกดดันมาดูโรอีกทางหนึ่ง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผมมองว่าจะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น จากอุปทานน้ำมันของเวเนซุเอลาที่จะหายไปจากตลาดโลกหลายแสนบาร์เรลต่อวัน ผนวกกับการที่กลุ่มโอเปกและนันโอเปกมีแนวโน้มลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ตกลงกันไว้ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลวัน ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาอุปทานน้ำมันส่วนเกินจากเชลออยล์ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์น้ำมันที่ชะลอลงตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 และ 2 ของโลก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่กระเตื้องขึ้นดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันของไทย ซึ่งคิดเป็นกว่า 15% ของมูลค่าส่งออกรวม
l นัดชิงชนะเลิศ : สหรัฐ VS จีน หลังจากทั้งสองประเทศตกลงสงบศึกในการทำสงครามการค้ากันชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ก็ได้มีความพยายามจากทั้งสองฝ่ายในการยุติสงครามการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค. 2562ผู้แทนการค้าระดับสูงของจีนเดินทางไปสหรัฐ และยื่นข้อเสนอนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ถั่วเหลือง และตั้งเป้าจะลดการเกินดุลกับสหรัฐให้เหลือศูนย์ภายในปี 2567 ทำให้ตลาดตอบรับเชิงบวกมากขึ้น และมีการคาดหมายกันว่าทรัมป์และสีจิ้นผิงจะมีการพบกันก่อนเส้นตายในวันที่ 1 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดความขัดแย้งนี้อาจต้องยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากสหรัฐที่ดูจะมีแต้มต่อเล็กน้อยได้กดดันอีกฝ่ายโดยอาศัยข้อได้เปรียบในแง่การส่งออกที่สหรัฐพึ่งพาตลาดจีนเพียง 8% แต่จีนต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐมากถึง 20% ของการส่งออกโดยรวมของจีน โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าเขาจะไม่พบกับผู้นำจีนก่อนวันที่ 1 มี.ค. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของจีนยังไม่เพียงพอที่จะซื้อใจทรัมป์ และเท่ากับว่าสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราภาษีที่เก็บจากสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% หรือกรณีเลวร้ายที่สุดคือสหรัฐจะเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลือทั้งหมดอีกมูลค่า 2.67 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการค้าโลกและการส่งออกของไทย ซึ่งการส่งออกของไทยไปจีนและสหรัฐมีสัดส่วนรวมกันกว่า 23% ของมูลค่าส่งออกรวม อย่างไรก็ตาม ผมคาดว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง
หากผู้แทนระดับสูงของสหรัฐและจีนที่มีการเจรจาต่อเนื่องในช่วงก่อนเส้นตายสามารถตกลงกับจีนได้ในประเด็นที่เป็นต้นตอหลักของสงครามครั้งนี้คือ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยืดเส้นตายออกไป หรือจะไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมระหว่างกัน ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ก็ถือว่าเป็นกลางต่อการส่งออกของไทยในระยะสั้น เพราะที่ผ่านมาแม้ไทยจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าขั้นกลางไปจีนบ้าง อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ไม้ เป็นต้น แต่ก็มีสินค้าไทยไม่น้อยที่เข้าไปแย่งส่วนแบ่งจีนในตลาดสหรัฐได้ อาทิ ยางล้อ เครื่องจักรกล เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น แต่ในระยะถัดไปหากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมขึ้นจริง และจีนยังใช้กลยุทธ์เดิมผ่านการเสนอเพิ่มรายชื่อสินค้าที่จะนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าชนิดเดียวกับที่จีนตกลงจะนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ
ประเด็นความไม่แน่นอนในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือน ก.พ.นี้ เปรียบเสมือนฝุ่นควันที่ผู้ประกอบการไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะรุนแรงและกระทบต่อสุขภาพแค่ไหน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้คือการเตรียมหน้ากากหรือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพให้พร้อม ขณะเดียวกันก็เร่งสร้างภูมิต้านทานจากภายในผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและกระจายการส่งออกไปตลาดใหม่ๆ ที่ไม่เป็นคู่ขัดแย้งเพื่อบรรเทาผลกระทบข้างต้น
สุดท้ายนี้ผมก็อยากฝากให้ทุกท่านรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ







