จันทร์เพ็ญใกล้โลก
คืนวันมาฆบูชา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 19 ก.พ. 2562
คืนวันมาฆบูชา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 19 ก.พ. 2562 เป็นคืนวันเพ็ญ นอกจากดวงจันทร์จะสว่างเต็มดวงแล้ว ยังเป็นวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ดวงจันทร์จึงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่อาจสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ยาก อย่างไรก็ตาม ดวงจันทร์ขณะขึ้นหรือใกล้ตกที่ขอบฟ้าจะดูเหมือนมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว เมื่อถูกเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่ขอบฟ้า
วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกไม่เป็นวงกลม แต่มีความรีเล็กน้อย โดยมีจุดใกล้โลกที่สุด (Perigee) กับจุดไกลโลกที่สุด (Apogee)อยู่ตรงข้ามกัน ระยะทางระหว่างโลกถึงดวงจันทร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขณะใกล้โลกที่สุด ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกประมาณ 356,400 กิโลเมตร ขณะไกลโลกที่สุดอยู่ห่างประมาณ 406,700 กิโลเมตร โดยระยะทางทั้งสองจุดนี้ก็ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ
ระยะห่างที่ต่างกัน ทำให้ดวงจันทร์ขณะใกล้โลกที่สุดมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าขณะอยู่ไกลโลกที่สุดประมาณร้อยละ 14 และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สุริยุปราคาชนิดที่เห็นดวงจันทร์ผ่านกลางดวงอาทิตย์สามารถแบ่งได้เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อดวงจันทร์ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ และสุริยุปราคาวงแหวนเมื่อดวงจันทร์เล็กกว่าดวงอาทิตย์
คาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกแบ่งได้เป็นหลายชนิดขึ้นอยู่กับว่าใช้อ้างอิงกับอะไร หากเทียบกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดดิถีของดวงจันทร์ในปฏิทินจันทรคติ เช่น จากจันทร์เพ็ญหนึ่งถึงจันทร์เพ็ญถัดไป มีค่าเฉลี่ย 29.530589 วัน เรียกว่าเดือนดิถี หากเทียบกับจุดใกล้โลกที่สุด ดวงจันทร์จะผ่านจุดนี้เฉลี่ยทุกๆ 27.55455 วัน เรียกว่าเดือนจุดใกล้ คาบที่ต่างกัน ทำให้ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญแต่ละครั้งมีขนาดปรากฏไม่เท่ากัน แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากจนถึงกับสังเกตเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
ซูเปอร์มูน (Supermoon) เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากคืนวันที่ 19 มี.ค. 2554 เข้าสู่วันที่ 20 มี.ค. 2554 ตามเวลาประเทศไทย ดวงจันทร์สว่างเต็มดวงในช่วงที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกที่สุดในรอบ 18 ปี พร้อมกับมีกระแสข่าวลือไปในทำนองว่าจะส่งผลต่อโลก ทำให้เกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ที่เผยแพร่ความเชื่อดังกล่าวเป็นโหรชาวอเมริกันผู้ซึ่งเริ่มใช้ศัพท์คำนี้เมื่อปี 2522
ในทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าซูเปอร์มูนส่งผลดังกล่าวต่อโลกตามที่โหรผู้นี้อ้าง ผลกระทบของการที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในช่วงจันทร์เพ็ญหรือจันทร์ดับ คือ ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูงและลงต่ำเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่าน้ำเกิด (Spring Tide) ส่วนช่วงที่ระดับน้ำทะเลมีพิสัยการเปลี่ยนแปลงแคบ เรียกว่าน้ำตาย (Neap Tide) ซึ่งอยู่ในช่วงที่ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวง
แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงบนโลก ช่วงใกล้วันจันทร์เพ็ญและจันทร์ดับเป็นช่วงน้ำเกิด เนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์มาช่วยเสริม การที่ดวงจันทร์ใกล้โลกในช่วงเดียวกันก็มีโอกาสทำให้ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปกติ และอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่เสมอไป เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่น ปริมาณฝน กระแสลม ลักษณะของชายฝั่งทะเล
วันที่ 19 ก.พ. 2562 ดวงจันทร์จะทำมุม 180 องศา หรืออยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดีในเวลา 22:54 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากจันทร์เพ็ญแล้ว ยังใกล้เคียงกับเวลาที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปีนี้ โดยดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในเวลา 16 น. ที่ระยะห่าง 356,761 กิโลเมตร
คืนนั้นดวงจันทร์ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวสิงโตหรือกลุ่มดาวราศีสิงห์ ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ที่อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำหรือกลุ่มดาวราศีกุมภ์ ปฏิทินจันทรคติไทยเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา เมื่อสังเกตจากกรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะขึ้นที่ขอบฟ้าในเวลา 18.11 น. จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเห็นดวงจันทร์ขึ้นก่อน เช่น อ.เมืองอุบลราชธานี ดวงจันทร์ขึ้นเวลา 17.51 น. แต่เราอาจเห็นดวงจันทร์ได้ช้ากว่าเวลาที่ระบุนี้ได้เล็กน้อยหากมีสิ่งบดบังที่ขอบฟ้า โดยจุดที่ดวงจันทร์ขึ้นจะอยู่ห่างไปทางซ้ายมือของทิศตะวันออกจริงประมาณ 15 องศา
หลังจากขึ้นเหนือขอบฟ้าแล้ว ดวงจันทร์จะค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น ถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้าในเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง โดยอยู่เหนือศีรษะเกือบจะพอดีสำหรับคนกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง จากนั้นตกลับขอบฟ้าในเช้าวันที่ 20 ก.พ. หลังดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วราวครึ่งชั่วโมง
ในความเป็นจริง ดวงจันทร์ในวันที่ใกล้โลกที่สุดไม่ได้มีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ในวันอื่นๆ มากนัก เป็นไปได้ว่าเมื่อดูด้วยตาเปล่าทุกคนจะไม่สามารถแยกแยะดวงจันทร์ในวันที่ใกล้โลกที่สุดกับวันที่ไกลโลกที่สุดออกจากกันได้ เรามักจะรู้สึกว่าดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ดูเหมือนมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเมื่ออยู่ใกล้ขอบฟ้า ไม่ว่าจะอยู่ใกล้โลกหรือไกลโลกที่สุดก็ตาม เป็นภาพลวงตาอันเกิดจากการมีสิ่งเปรียบเทียบเป็นฉากหน้า เช่น อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ ขนาดที่แตกต่างของดวงจันทร์ในแต่ละวันจะเห็นได้ชัดก็ต่อเมื่อถ่ายภาพแล้วนำมาวางเทียบเคียงกันเท่านั้น
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (17-24 ก.พ.)
ดาวอังคารกับดาวพุธเป็นดาวเคราะห์สว่างสองดวงที่เห็นได้ในเวลาหัวค่ำ ทั้งคู่อยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวแกะ ปรากฏอยู่สูงสังเกตได้ง่าย โดยมีสีค่อนไปทางสีส้ม หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปแล้วราวหนึ่งชั่วโมง ดาวอังคารอยู่สูงจากขอบฟ้าด้วยมุมเงยประมาณ 40-50 องศา
ตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง
ดาวพุธอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เข้าสู่กลุ่มดาวปลาในปลายสัปดาห์ แม้จะสว่างกว่าดาวอังคาร แต่หากขอบฟ้ามีเมฆหมอกหรือสิ่งอื่นใดบดบังอาจสังเกตได้ยากกว่าดาวอังคารเนื่องจากอยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก ดาวพุธทำมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยปรากฏอยู่ในแสงสนธยา
ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ อยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู ซึ่งกลุ่มดาวนี้มีพื้นที่ส่วนหนึ่งคั่นอยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับคนยิงธนู ก่อนตี 3 เล็กน้อย ก็น่าจะเริ่มเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่สูงเหนือขอบฟ้าด้วยมุมเงย 10 องศา
ดาวศุกร์และดาวเสาร์อยู่ใกล้กันในกลุ่มดาวคนยิงธนู เวลาประมาณตี 4 หรือตี 4 ครึ่งดาวเคราะห์ทั้งสองควรจะเริ่มปรากฏเหนือขอบฟ้า เช้ามืดวันที่ 19 ก.พ. ดาวศุกร์และดาวเสาร์เข้าใกล้กันที่สุดด้วยระยะทางเชิงมุม 1.2 องศา โดยดาวเสาร์ซึ่งสว่างน้อยกว่าอยู่ทางขวามือของดาวศุกร์
ต้นสัปดาห์ยังเป็นข้างขึ้น ดวงจันทร์สว่างมากกว่าครึ่งดวงอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ วันที่19 ก.พ. ดวงจันทร์อยู่ที่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นดวงจันทร์สว่างเต็มดวงนอกจากนี้ยังเป็นวันที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ทำให้จันทร์เพ็ญบนท้องฟ้ามีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย
สถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ โดยมองเห็นเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้า มีโอกาสเห็นได้เฉพาะในเวลาเช้ามืดและหัวค่ำ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.heavens-above.com)
วันพุธที่ 20 ก.พ. 2562 กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเห็นสถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 05.36 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นโดยเฉียงไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.39 น. ที่มุมเงย 39 องศา ขณะผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดี และสิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 05:43 น.
วันศุกร์ที่ 22 ก.พ. 2562 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏขณะออกจากเงามืดของโลกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 05.33 น. ที่มุมเงย 42 องศา จากนั้นเคลื่อนต่ำลงไปทางขวา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 05.36 น. (เวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย)


