posttoday
ต้นทุนการหายใจของคนไทย 2019

ต้นทุนการหายใจของคนไทย 2019

06 กุมภาพันธ์ 2562

รายงานจากธนาคารโลก ได้ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรถึง 5 หมื่นคน/ปี

เรื่อง อรพรรณ บัวประชุม CFP®

รายงานจากธนาคารโลก ได้ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรถึง 5 หมื่นคน/ปี นอกจากนี้ เว็บไซต์ airvisual.com รายงานปริมาณมลพิษทางอากาศประจำวันที่ 30 ม.ค. 2562 พบว่าประเทศไทยยังติดอันดับ 5 เมืองที่มีปริมาณฝุ่นมากที่สุด โดยกรุงเทพมหานครมีค่า AQI อยู่ที่ 164 รองจากเมือง Lahore ประเทศปากีสถาน ที่มีค่า AQI ที่ 205 เดลี ประเทศอินเดีย มีค่า AQI ที่ 181 หางโจว ประเทศจีน มีค่า AQI ที่ 167 และ เบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย มีค่า AQI ที่ 165 ซึ่งการติดอันดับ 5 ปริมาณฝุ่นที่มากที่สุดของโลก ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่เป็นสิ่งน่าตกใจด้วยซ้ำ เพราะเป็นภัยเงียบที่จิ๋วแต่ไม่แจ๋วอย่างชื่อเลย เพราะไม่เพียงแต่คนในประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาภาวะฝุ่น PM2.5 ยอดฮิตในขณะนี้ เจ้าฝุ่นตัวจิ๋วนี้มีความละเอียดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ ไม่ว่าจะเป็นจากท่อไอเสียของรถยนต์ การเผาขยะ การเผาเชื้อเพลิงในโรงงาน และยังเกิดจากแหล่งธรรมชาติ เช่น เกลือทะเลอีกด้วย

แม้ว่าจะเพิ่งผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนที่เหล่าบรรดาคนไทยเชื้อสายจีนนั้นเฉลิมฉลองและรำลึกถึงผู้มีพระคุณ ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษแล้วมีการเผากระดาษเงินกระดาษทอง จนถึงการส่งสิ่งของเครื่องใช้ให้กับบรรพบุรุษ หลายบ้านก็พยายามลดปริมาณการเผากระดาษเงินกระดาษทองให้น้อยลง ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะแม้แต่สถานที่สำคัญที่คนไทยเชื้อสายจีนต้องไปไหว้ก็มีการลดปริมาณการจุดธูป หรือบางที่ก็ถึงขนาดประกาศงดการจุดธูปให้ไหว้โดยใช้ธูปที่ไม่ต้องจุดแทน

ที่ต้องพูดถึงนั่นเพราะปัญหาฝุ่นละอองตัวเล็กๆ ที่เราคิดว่าเป็นหมอก หรือควันที่ผ่านมา ได้สร้างปัญหาให้กับประชาชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบจมูก ระคายเคืองจมูก ไอ มีเสมหะ ตลอดจนหอบหืด ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองตัวจิ๋วนี้ไม่ธรรมดา ปะปนไปด้วยแก๊สพิษและสารไฮโดรคาร์บอน ทำให้มีโอกาสเป็นถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดได้ด้วย และหากสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาที่ยาวนานยังส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง รวมไปถึงโรคหัวใจขาดเลือดได้อีก นี่ขนาดคนแข็งแรงยังเสี่ยงต่อโรคได้ขนาดนี้แล้วนับประสาอะไรกับคนตั้งครรภ์ยิ่งมีภาวะเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้ทารกมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติได้อีก รวมถึงเด็กเล็กๆ ที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ ยิ่งทำให้มีโอกาสที่ปอดจะเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ หากใครไม่เคยประสบคงไม่ได้คิดอะไร แต่สำหรับตอนนี้นี่คือปัญหาระดับชาติ และเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งประเทศใหญ่ๆ มีแผนจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเห็นความสำคัญของสุขภาพและการศึกษาของคนในชาติ

แต่ความจริงของคนไทยในตอนนี้ การที่จะได้หายใจรับอากาศบริสุทธิ์ช่างเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน จนทำให้นึกถึงหนัง Sci-Fi ที่มนุษย์ในโลกต้องสวมใส่หน้ากากและมีถังออกซิเจน เพื่อให้สามารถหายใจและมีชีวิตอยู่รอดได้ อากาศบริสุทธิ์แบบพกพาได้ แต่ต้องซื้อหา
ด้วยเงินจำนวนมาก นั่นจึงเป็นเหตุให้ในปัจจุบัน แม้จะยังไม่เป็นเหมือนกับในหนัง แต่ก็ทำให้เงินในกระเป๋าที่ไม่เคยได้ออกมาใช้จ่ายกับการหายใจก็ต้องซื้อหน้ากากอนามัย (Mask) ตั้งแต่ราคาหลักสิบบาท จนถึงราคาหลักร้อย หากคิดว่าเราใช้และเปลี่ยนทุกวัน เท่ากับเดือนหนึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 300-3,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้มากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของหน้ากาก และระยะเวลาของการใช้งาน นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าจะมีต้นทุนเรื่องหน้ากากไปบ้าง แต่ดีไม่ดียังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตามที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ทำให้หนีไม่พ้นต้องพึ่งพาสถานพยาบาล ซึ่งจะไปหาที่ไหนก็ต้องดูตามสิทธิของแต่ละคนกันไป

หากทำงานราชการอาจจะดีกว่าหน่อยก็ตรงที่มีสวัสดิการรักษาไม่อั้น เบิกได้เต็มที่ได้ยาอย่างดี เพราะฉะนั้นคงไม่น่าเป็นห่วง มองมาถึงพนักงานบริษัทเอกชน ถ้าบริษัทไหนมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้ก็ยังโชคดี เพราะสามารถเลือกสถานพยาบาลได้ แต่อย่าลืมว่ามีลิมิตค่ารักษาตามตำแหน่งตามอายุงานก็ว่ากันไป แต่ถ้าไม่มีสวัสดิการก็คงหนีไม่พ้นต้องใช้กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นที่พึ่งพาของมนุษย์เงินเดือน หรือลูกจ้างทั้งหลาย เพราะในแต่ละเดือนเงินที่ได้ใส่ให้กับกองทุนประกันสังคม มีเงินส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษาพยาบาล ซึ่งต้องใช้ในโรงพยาบาลที่มีสิทธิ จึงจะไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าหยูกค่ายาทั้งหลาย แต่ยาที่ได้ก็ได้ตามสภาพ อย่าหวังว่าจะได้ยาอย่างดี แค่ให้มีก็มากพอแล้ว แต่ถ้าอยากจะได้การดูแลชีวิตที่ดีกว่านี้ต้องเตรียมเงินให้มากขึ้น เพราะของแถมที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นโรคหัวใจ เป็นไซนัส หลอดเลือดสมอง จนถึงโรคมะเร็ง ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นปุ๊บ แล้วหายปั๊บได้ทันใจ เพราะเป็นโรคผูกพันระยะยาว มีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นทีละน้อย และสะสมในร่างกายเราไปยาวๆ หากใครที่มีโรคเหล่านี้พ่วงอยู่ด้วยละก็ หนีไม่พ้นต้นทุนการหายใจเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น หากอยากได้การรักษาหรือการดูแลอย่างดีก็ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยๆ เริ่มต้นที่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว สุดท้ายสำหรับประชาชนตาดำๆ ที่อยู่นอกระบบก็มีสิทธิใช้หลักประกันสุขภาพ หรือที่เราได้ยินกันว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมีสำหรับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ เพียงแค่ต้องตรวจสอบสิทธิที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โทร.1330 ว่ามีสิทธิรักษาที่ไหนและไปใช้สิทธิตามที่พึงมี

การรักษาสุขภาพในช่วงภาวะอากาศที่มีแต่มลพิษเช่นนี้แล้ว ก็เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราควรมองกลับมาดูถึงการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุกันด้วย เช่น การส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายในที่ร่ม การควบคุมอาหารที่มีสารปนเปื้อน การสร้างสภาพแวดล้อมดีๆ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เพราะถ้าอนาคตคนเจ็บป่วยกันมากขึ้น รัฐบาลเองก็จะมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล รวมถึงประชาชนเองก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้กระทบกับเงินสำหรับการใช้จ่ายในเรื่องอุปโภคบริโภค ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะการบริโภคลดลง ธุรกิจก็เติบโตลดลง

เรื่องฝุ่นขนาดจิ๋ว ไม่ใช่เรื่องจิ๋วๆ อย่างที่คิด แต่เป็นต้นทุนอันมหาศาลของการหายใจในชีวิตคนไทย และประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก เพียงแค่ที่ผ่านมาเรายังไม่ใส่ใจและจริงจังกับเรื่องนี้ แต่ตอนนี้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ เพราะหากประชาชนสุขภาพไม่ดี เศรษฐกิจในประเทศก็จะหยุดชะงัก แล้วเราจะมี Wealth ที่ดีได้อย่างไร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสร้างสังคมที่เป็นสุข ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขจัดปัญหาความยากจน ส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว มีการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นการวางแผนทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) แล้วมันจะเป็นจริงได้อย่างไร? ตอนนี้เราพร้อมรับมือและแก้ปัญหาอย่างจริงจังกันได้หรือยัง?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท