posttoday
ญี่ปุ่นเชื่อมั่นลงทุน ศึกการค้าไม่กระทบ

ญี่ปุ่นเชื่อมั่นลงทุน ศึกการค้าไม่กระทบ

05 กุมภาพันธ์ 2562

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เผย นักลงทุนเชื่อมั่นการลงทุนในไทย ชี้สงครามการค้าไม่กระทบ

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เผย นักลงทุนเชื่อมั่นการลงทุนในไทย ชี้สงครามการค้าไม่กระทบ

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ทำการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีหลัง 2561 และการคาดการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก 2562 จากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย รวม 1,761 บริษัท มีบริษัทที่ตอบแบบสอบถามรวม 509 บริษัท โดยได้ทำการสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา

ฮิโรกิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ ในฐานะประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (DI) คาดการณ์ช่วงครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 25 ดัชนีหดตัวลงติดต่อกัน 3 ครั้ง เป็นผลมาจากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นประเมินเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ในภาวะทรงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากมีบริษัทตอบว่าเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยนแปลงมีจำนวนเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 45 มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้น 40 และมองว่าปรับตัวแย่ลง 15

ขณะที่ดัชนีดีไอช่วงครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 34 และในครึ่งปีหลัง 2561 อยู่ที่ 29 โดยในครึ่งปีหลัง 2561 มีบริษัทตอบว่าเศรษฐกิจดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 48 มองว่าเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลง 33 และมองว่าแย่ลง 19 แต่ทั้งนี้ ดัชนีดีไอมีการขยายตัวบวกอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปีครึ่งแล้ว นับตั้งแต่ต้นปี 2559 แสดงว่าบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นมองเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ดีและมาจากการบริโภคในประเทศดีขึ้นและมีเสถียรภาพ

สำหรับการสอบถามเรื่องการลงทุนโรงงานและเครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิต มีบริษัทตอบว่าจะลงทุนเพิ่มในปี 2562 อยู่ที่ 30% ลงทุนเท่าเดิม 42% และลงทุนลดลง 22% ส่วนแนวโน้มการส่งออก มีบริษัทคาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ที่ 34% ส่งออกคงที่ 50% และอีก 16% ส่งออกจะลดลง ส่วนตลาดที่มีศักยภาพส่งออกในอนาคต อันดับ 1 เวียดนาม 46% รองลงมาอินเดีย 34% อินโดนีเซีย 33% เมียนมา 22% และญี่ปุ่น 20%

อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ ยังประสบปัญหาในด้านการบริหารองค์กร อันดับแรก คือ การแข่งขันกับบริษัทอื่นรุนแรงขึ้น 69% รองลงมา ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงขึ้น 45% ราคาวัตถุดิบหลักเพิ่มขึ้น 32% และการขาดแคลนวิศวกร 28% ส่วนการตอบคำถามเรื่องขาดแคลนบุคลากร มีบริษัทที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร 65% และอีก 34% ที่ไม่ประสบปัญหา ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรนั้น บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นจะมีแผนการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ รวมถึงได้จัดทำโครงการร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น จัดหลักสูตรให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมาเรียนต่อเนื่องในระดับ ปวช.อีก 5 ปี และเมื่อเรียนจบก็เทียบเท่ากับปริญญาตรี

ขณะที่ประเภทแรงงานที่ขาดแคลนบุคลากรมากที่สุด อันดับ 1 เป็นวิศวกร 57% รองลงมา บุคลากรระดับบริหาร 47% และผู้จัดการสายงานธุรการ 31% โดยในสายงานวิศวกรที่มีการขาดแคลนบุคลากรมากที่สุด อันดับ 1 วิศวกรผลิต 24% รองลงมา วิศวกรโรงงาน 23% วิศวกรควบคุมคุณภาพ และวิศวกรฝ่ายขาย ในสัดส่วนเท่ากัน 20%

สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน พบว่า บริษัทระบุว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวกหรือคาดหวังผลกระทบเชิงบวก คิดเป็น 13% บริษัทที่คาดว่าได้รับผลกระทบเชิงลบ 32% บริษัทที่มองว่าไม่มีผลกระทบ 37% และไม่แน่ใจ 17% ส่วนเมื่อสอบถามรายละเอียดถึงผลกระทบจากสงครามการค้า ภาคเอกชน ระบุว่า ปริมาณการส่งออกลดลงมากสุด 36% รองลงมา ยอดขายในประเทศลดลง 32% ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเพิ่มขึ้น 22% ส่วนผลกระทบเชิงบวกคือ มีย้ายฐานผลิตจากจีนมาไทย 21% หมายถึงการปรับฐานการผลิตบางส่วนเข้ามาผลิตในไทยเพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรทั่วไป

ส่วนนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เป็นประโยชน์สูงสุด ได้แก่ แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี เช่น รถไฟความเร็วสูง โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังโครงการขยายท่าเรือมาบตาพุด และโครงการขยายสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เป็นต้น สัดส่วน 56% รองลงมา การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นาน 13 ปี สัดส่วน 26% และการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกล 26%

ขณะที่การที่รัฐบาลไทยกำหนดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้วนั้น มิทสึมะตะขอไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับในการทำสำรวจไม่ได้สอบถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท