posttoday
PDP 2018 กับการลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน

PDP 2018 กับการลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน

03 กุมภาพันธ์ 2562

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.

โดย ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เพิ่งมีมติรับแผนการผลิตพลังงานไฟฟ้า PDP 2018 ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ เพราะได้เห็นชอบให้ลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลงเหลือเพียง 12% โดยปรับเปลี่ยนจากแผน PDP 2015 ที่ให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสูงถึง 20-25% และกลายเป็นประเด็นเมื่อจำเป็นต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม

ทั้งนี้ เพราะเมื่อแผน PDP กำหนดมาเช่นนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น หากจะให้เปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ต้องไปเปลี่ยนที่แผน PDP

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในโลกเริ่มเปลี่ยนไป ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นเชื้อเพลิงที่คนในโลกยุคกรีนหันมาสนใจ เพราะสะอาดกว่า เมื่อมีคนสนใจอยากได้เยอะ การสำรวจก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ เพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก กำลังสำรองของก๊าซธรรมชาติจึงยาวไปนับร้อยปีหรือกว่านั้น (กาตาร์ ออสเตรเลีย อเมริกา รัสเซีย ฯลฯ)

เมื่อมีความต้องการมากขึ้น โลกจึงเกิดตลาดก๊าซธรรมชาติ เช่นเดียวกับตลาดน้ำมันและตลาดถ่านหินที่เคยเกิดก่อนหน้า ทำให้เรือขนส่งก๊าซมีมากขึ้น ตลาดเปิดกว้างขึ้น การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ไม่จำเป็นต้องเน้นเฉพาะการทำสัญญาระยะยาว แต่ยังมีทางเลือกเพิ่มในการซื้อก๊าซทันที ในลักษณะเดียวกับน้ำมันและถ่านหิน

ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเยอะ และมีนโยบายที่จะพยายามดันให้เป็นฮับของภูมิภาค เราเร่งรัดให้มีการสร้างท่าเรือรองรับ LNG ทำให้ความมั่นคงของก๊าซมีมากขึ้น แม้ก๊าซในอ่าวไทยจะเริ่มลดลง

นอกจากนี้ ในเรื่องราคายังเกี่ยวข้องกับการประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติ เอราวัณ-บงกช ซึ่งบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ประมูลได้ทั้งสองแห่ง และเสนอขายในราคาที่ถูกกว่าในอดีตพอสมควร

PDP 2018 กับการลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน

หมายถึงเรามีก๊าซราคาถูกจากในอ่าวให้ใช้ไปอีกหลายปี (สัญญา 20+10 ปี) และด้วยก๊าซราคาถูกนี้ ทำให้เราสามารถเฉลี่ยราคา LNG นำเข้า ซึ่งอาจจะผันผวนตามตลาดโลกได้

เมื่อ 2 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องความมั่นคงและเรื่องราคาของก๊าซธรรมชาติ สามารถบริหารจัดการได้ ทำให้เรามีทางเลือกในการนำก๊าซมาใช้แทนถ่านหิน จึงไม่น่าแปลกใจที่แผน PDP 2018 จะมีสัดส่วนถ่านหินเหลือ 12% โดยยังสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้มากกว่าปัจจุบัน โดยจะสร้างโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 13,156 เมกะวัตต์ (ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ) และโรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 1,740 เมกะวัตต์

จากแผน PDP 2018 เราจะเห็นว่า เมืองไทยตัดสินใจไปหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าหลัก ควบคู่ไปกับการเร่งพลังงานหมุนเวียนให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมี 2 แนวทางสำคัญ

อันดับแรกคือการรับซื้อจากประชาชนแบบโซลาร์รูฟ ในแผน PDP 2018 กำหนดไว้ถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน (เกือบ 1 ใน 7 ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมในปี 2580)

สองคือการปรับปรุงสายส่งและข้อกฎหมายให้สามารถรองรับการซื้อขายไฟฟ้าแบบนี้ได้ รวมทั้งวางแผนให้ไทยไปสู่ศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าของภูมิภาค

เมื่อดูจากภาพรวมและอนาคตข้างหน้าจนถึงปี 2580 แผน PDP 2018 เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า เรากำลังมุ่งไปทางพลังงานหมุนเวียน เปิดโซลาร์รูฟเสรี ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าหลัก คุมราคาและความมั่นคงให้ได้ หาทางไปเป็นฮับของก๊าซในภูมิภาค ลดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ตามที่เราทำสัญญากับชาวโลกไว้ ลดให้ได้ 20-25% จากภาวะปกติ

รวมถึงการลดฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่ว่าจะควบคุมอย่างไรมันก็ยังมีฝุ่นออกมามากกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

สำหรับผมแล้ว แผน PDP 2018 นี้ นับว่าก้าวทันโลกและสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคง ด้านราคา และด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีครับ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า