
รถพาร์กินสันและอุปกรณ์อัจฉริยะ
ความสามารถในการขับขี่รถยนต์ที่ลดลงเป็นปัญหาอย่างมาก
โดย นิธิปรียา จันทวงษ์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.
ความสามารถในการขับขี่รถยนต์ที่ลดลงเป็นปัญหาอย่างมากที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เนื่องจากการขับรถเป็นงานที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการทำงานของสมอง ระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ ในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
คณะวิจัยซึ่งมี พญ.อรอนงค์ โพธิ์แก้ววรางกูล สังกัดศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการขับขี่รถยนต์ของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันกับกลุ่มอาสาสมัครปกติ แล้วนำข้อมูลทั่วไปของประชากรและค่าที่ตรวจได้จากอุปกรณ์ทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติ
ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมีระยะเวลาในการเหยียบเบรกมากกว่า และแรงกดเท้าขณะเหยียบเบรกเบากว่าอาสาสมัครปกติอย่างชัดเจน ขณะที่การประเมินท่าทางการขับขี่ตามระเบียบการขอรับใบขับขี่ พบว่าผู้ป่วยมีจำนวนครั้งของความพยายามในการถอยหลังเข้าซองมากกว่าอาสาสมัครปกติอย่างชัดเจน
จากการวิจัยของทีมงานที่ได้ทดสอบการขับขี่ที่ใช้ข้อกำหนดตามมาตรฐานการสอบภาคปฏิบัติของกรมการขนส่งทางบก พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 10 และผู้ป่วยพาร์กินสันร้อยละ 70 สอบตกภาคปฏิบัติ โดยผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีความสามารถในการขับขี่รถยนต์ที่ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งด้านการควบคุมการขับขี่รถ และด้านการตัดสินใจระหว่างการขับรถ ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ลดลงในสถานการณ์การขับขี่ในชีวิตจริง
ทีมงานผู้วิจัยมุ่งหวังที่จะให้ผลงานชิ้นนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย และอาจจะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความพร้อมในการขับขี่รถยนต์สำหรับกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มผู้สูงวัยที่อาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน







