
5 เมกะเทรนด์ กำหนดพอร์ตการลงทุน
หลักการลงทุนที่เรามักท่องกันขึ้นใจหรือเป็นประโยคอมตะ
โดย พูลศรี เจริญ
หลักการลงทุนที่เรามักท่องกันขึ้นใจหรือเป็นประโยคอมตะ คือ การดูเงินในกระเป๋าว่าเป็นเงินร้อน (เงินลงทุนระยะสั้น) เงินเย็น (ลงทุนระยะยาวได้) การคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ได้รับได้
แค่นี้ยังไม่พอนักลงทุนต้องศึกษาหาความรู้ ดูแนวโน้มใหญ่หรือที่เรียกว่า “เมกะเทรนด์” ว่าโลกจะไปในทิศทางไหน ทั้งนี้เพื่อเป็นเข็มทิศการลงทุนทำให้เงินลงทุนไม่หลงทาง เพราะถ้าหลงทางหรือลงทุนผิดอาจทำให้สูญเสียความมั่งคั่งได้
ทีนี้มาดูกันว่าแล้วแบล็กร็อก (Black Rock) บริษัทจัดการกองทุนจากสหรัฐ ทั้งยังมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (เอยูเอ็ม) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกมองเทรนด์การลงทุนเป็นอย่างไร
บริษัท มอร์นิ่ง สตาร์ (ประเทศไทย) ระบุว่า แบล็กร็อกมอง 5 เมกะเทรนด์ ที่จะกำหนดภาวะการลงทุนในตลาดโลกนั้น ส่วนใหญ่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลไปอีก 30 ปีข้างหน้าหรือมากกว่านั้น ซึ่งบางข้ออาจมีมาสักระยะหนึ่งแล้วหรือบางข้อยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่ง 5 เมกะเทรนด์นั้นมีดังนี้
1) การเปลี่ยนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย ทำให้มีการถ่วงอำนาจทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แม้ว่าอาจมีความกังวลที่ประเทศจีนขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปริมาณหนี้ที่ค่อนข้างสูง แต่หากเทียบกับทางด้านสหรัฐหรือยุโรปแล้ว จีนก็ดูจะยังมีศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่ดูดีกว่า
2) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนทรัพยากร
การขยายตัวของจำนวนประชากรโลกนั้น ส่งผลต่อความต้องการด้านพลังงาน อาหาร และน้ำที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะความต้องการด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันจึงมีการตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น ด้านการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) เป็นหนึ่งปัจจัยการให้คะแนน Morningstar Sustainability Rating
3) การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสังคม
จำนวนและอายุประชากรโลกที่มากขึ้นส่งผลต่อความต้องการพื้นฐานที่อาจเปลี่ยนแปลงไป จากรายงาน World Population Prospect ที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอีกราว 1,200 ล้านคน ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตามจะมีการกระจุกตัวของจำนวนประชากรดังกล่าวทั้งด้านอายุและภูมิภาค เช่น 30% ของจำนวน 1,200 ล้านคน จะอยู่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือภายในปี 2050 ประชากรที่จะเพิ่มขึ้นนั้น กว่า 50% มาจากทวีปแอฟริกา ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้แก่การใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นมาก การใช้หุ่นยนต์ทดแทนแรงงานที่อาจขาดแคลนหรือความต้องการออมเงินมากขึ้นตามวัยเกษียณที่ยาวนานขึ้น
4) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร การเงิน การจับจ่ายใช้สอย และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ความต้องการทางเทคโนโลยีส่งผลให้มีการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นและบริษัทเหล่านั้นก็มีมูลค่าแบรนด์ที่สูงขึ้นมากตามไปด้วย เช่น บริษัทอย่างแอปเปิ้ล ซัมซุง กูเกิล หรือเฟซบุ๊ก
5) การขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองต่างๆ ส่งผลต่อความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการทางสังคม โดยมีการคาดการณ์ว่าเฉพาะนครนิวยอร์ก นครเซี่ยงไฮ้ กรุงปักกิ่ง และกรุงลอนดอน รวมกันจะมีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าราว 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 256 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้าผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ระบบสวัสดิการสุขภาพที่มีความต้องการสูงขึ้น
นอกจากนี้ ภาวะการลงทุนของโลกก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ตลาดให้ความสนใจกับประเทศพัฒนาแล้วโดยดูจากปัจจัยด้านความมั่นคงและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ มาเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จากปัจจัยศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าการลงทุนในตลาดเกิดใหม่จะยังคงเติบโตต่อไปจากการพัฒนาด้านนโยบายตลาดหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนของประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อตอบรับความต้องการการลงทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง
บริษัทจัดการกองทุนหรือ บลจ.รายเล็กอย่าง บลจ.ฟิลลิป ที่อยู่อย่างเงียบๆ มานานหลายปี ยังต้องลุกขึ้นมาเกาะขบวนรถด่วนด้วยการออกกองทุนใหม่ คือ กองทุนเปิดฟิลลิปเวิลด์อินโนเวชั่น (PWIN) เพื่อลงทุนในหุ้นระดับโลก (ผ่านกองทุนอีทีเอฟ) ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก โดยกระจายการลงทุนใน 5 ธีมที่เป็นเมกะเทรนด์ ได้แก่ อี-สปอร์ต วิดีโอเกม ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ นวัตกรรมอินเทอร์เน็ต นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และธุรกิจไบโอเทคโนโลยี
ติยะชัย ชอง กรรมการผู้จัดการ บลจ.ฟิลลิป บอกว่าที่มาของการคัดเลือก 5 ธีมการลงทุนนี้ มาจากการใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้ามาสนับสนุนเพื่อคัดเลือกธีมการลงทุนที่เป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก และแตกต่างจากธีมการลงทุนที่เคยมีมาก่อน เช่น ธุรกิจอี-สปอร์ต วิดีโอเกม ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นกระแสไปทั่วโลก ทั้งจำนวนผู้เล่นเกมที่มีหลายพันล้านคนและการเติบโตทางรายได้ของบริษัทผู้ผลิตเกมต่างๆ หรือธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ที่เติบโตตามมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต้องทุ่มงบประมาณในการสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นทุกปี
ทั้งนี้ไม่ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะขึ้นหรือลง การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ใหญ่จะยังดำเนินต่อไปในระยะยาว การอ่านทิศทางเมกะเทรนด์โลกได้ถูกต้อง และเลือกลงทุนในปัจจัยที่จะผลักดันการเติบโตของแนวโน้มดังกล่าว จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดยไม่ต้องอ้างอิงสภาวะตลาดหุ้นหรือจังหวะลงทุน เช่น ในปี 2017 มีจำนวนประชากรผู้เล่นเกมออนไลน์ทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านคน และกว่า 46% มีการใช้จ่ายเงินในเกม
อีกทั้งปัจจุบัน เกมออนไลน์ยังถูกพัฒนาเป็นการแข่งขันกีฬาอี-สปอร์ตซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก บางรายการมีเงินรางวัลสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ ย่อมทำให้จำนวนผู้เล่นเกมมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะทำรายได้มหาศาลให้กับบริษัทผู้ผลิตเกมและสำหรับธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ยิ่งประชากรโลกเข้าสู่โลกออนไลน์เติบโตมากเท่าใด โอกาสเกิดภัยไซเบอร์ก็จะสูงตามไปด้วย







